
โครงการ นิวดีล หลังการเลือกตั้ง
ป่านนี้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศคงพอจะได้รับทราบกันแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร
ป่านนี้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศคงพอจะได้รับทราบกันแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร
โดย...รวีภาส กล่ำทวี
พรรคไหนมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล และพรรคไหนจะต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานหรือเป็นฝ่ายค้าน บรรยากาศความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงหลังการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร ทำให้ผู้เขียนย้อนหวนระลึกถึงเหตุการณ์สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (หลังปี ค.ศ. 1918 เป็นต้นไป) โดยเฉพาะในช่วงที่โลกต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า Great Depression ในช่วงทศวรรษ ปี ค.ศ. 1920
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาพเศรษฐกิจในยุโรปย่ำแย่จากการทำสงคราม ยิ่งไปกว่านั้นในปี ค.ศ. 1929 ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาต้องประสบกับสภาวะล้มเหลวอย่างรุนแรง (The Crash of US Stock Market) ธนาคารเกือบทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาต้องปิดตัวเองไม่สามารถดำเนินการต่อได้ สภาวะเศรษฐกิจของทั้งโลกต่างตกอยู่ในสภาพไม่เห็นอนาคตอันสดใส
แต่แล้วก็มีพระเอกขี่ม้าขาวอย่าง แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) เสนอตัวเข้ามาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภายใต้ธงของพรรคเดโมแครต (Democrat Party) และสามารถได้รับชัยชนะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน มี.ค. ปี ค.ศ. 1933 พร้อมกับสิ่งที่คนทั้งโลกไม่สามารถลืมได้ นั่นก็คือโครงการหรือนโยบาย
นิวดีล (New Deal) ที่เกิดจากมันสมองของกลุ่มนักวิชาการคนใกล้ชิดของประธานาธิบดีรูสเวลต์ที่เรียกว่ากลุ่ม “Brain Trust” ที่มีความชำนาญในด้านเศรษฐกิจกันในแต่ละด้านแตกต่างกันออกไป
กล่าวกันว่า นโยบายนิวดีลของประธานาธิบดีรูสเวลต์ถูกเรียกกันอย่างติดปากได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นนโยบาย “3R” ซึ่งย่อมาจาก Relief (บรรเทา) Recovery (ฟื้นฟู) และ Reform (ปฏิรูป) เป็นนโยบายที่ครอบคลุมโครงการจำนวนมากมายที่รวมถึงการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ว่างงาน การก่อตั้งระบบสหภาพแรงงาน โครงการประกันสังคม โครงการฟื้นฟูด้านการเกษตรและภาคธุรกิจให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน รวมทั้งโครงการปฏิรูประบบสถาบันการเงินและระบบการธนาคาร โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐอเมริกาต้องกลับไปสู่วงจรของความถดถอยด้านเศรษฐกิจอีกเหมือนในปี ค.ศ. 1929 เป็นต้นมา
ว่ากันว่านับตั้งแต่ประธานาธิบดีรูสเวลต์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน มี.ค. ปี ค.ศ. 1933 รูสเวลต์ก็เร่งให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายนิวดีล และนำเอากฎหมายมากมายหลายฉบับที่ผ่านจากสภาคองเกรสนำไปใช้อย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะทำงานให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอเมริกันที่เลือกเขาเข้ามาเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ ในช่วงที่ประธานาธิบดีรูสเวลต์กำลังเริ่มดำเนินการแปรนโยบายนิวดีลให้เป็นรูปธรรมนั้น มีประชากรชาวอเมริกันจำนวนมากถึง 13 ล้านคน กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการตกงาน และทุกธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกาถึงกับต้องปิดตัวเองลงอย่างน่าเศร้าใจ
จากอดีต (ตั้งแต่ปี 1932) จนถึงปัจจุบัน ต้องถือว่าประธานาธิบดีรูสเวลต์เป็นผู้นำอเมริกาที่ได้สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศไว้มากมายหลายประการ โดยเฉพาะนโยบายนิวดีล ที่ถึงแม้ว่าจะได้รับการโจมตีว่าทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปมากมายมหาศาล แต่นโยบายนิวดีลก็เสมือนหนึ่งเป็นการวางรากฐานการพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้แก่สหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน โดยจะเห็นได้ว่ามีกฎหมายหลายฉบับที่ประกาศใช้ในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลต์ ซึ่งก็ยังถูกใช้จนถึงปัจจุบัน เช่น พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการประกันสังคม และพระราชบัญญัติเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น และผลแห่งความทุ่มเทเอาใจใส่ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ประธานาธิบดีรูสเวลต์สามารถได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เป็นสมัยที่ 2 อย่างท่วมท้นในปี ค.ศ. 1936 และมีบทบาทเรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1939
ประเด็นที่น่าสนใจคือ 1) ประชาชนชาวอเมริกันเขาเลือกตัวผู้นำของเขาโดยเน้นการดูที่นโยบายของผู้เสนอตัวรับใช้ประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นๆ มากไปกว่าแนวคิดของผู้นำของเขาว่าจะบริหารประเทศไปในทิศทางไหน อย่างไร 2) ในสภาวะที่บ้านเมืองในประเทศใดๆ ก็แล้วแต่ ที่กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจผู้นำที่เสนอตัวรับใช้ประชาชนย่อมจะต้องมีนโยบายที่โดนใจประชาชน และสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ว่านโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้จริง และไม่เป็นนโยบายที่ลมๆ แล้งๆ เพียงแค่ใช้ประกอบการหาเสียงไปวันๆ เหมือนอย่างหลายพรรคการเมืองในประเทศไทย 3) ความฉลาดของประชาชนชาวอเมริกันก็คือ เขาจะดูว่าบรรดาผู้นำของเขาทำงานเป็นหรือเปล่า หมายความว่าทำงานตามนโยบายที่ประกาศไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้หรือเปล่า คนอเมริกันไม่ได้ดูว่าใครพูดเพราะ พูดดี ใครหล่อ ใครสวย หรือใครแสดงละครตลบตะแลงได้เก่งกว่ากัน และผู้นำอเมริกันที่ทำงานได้เข้าตาประชาชนในสมัยแรกก็มักจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาบริหารประเทศต่ออีกหนึ่งสมัยด้วย และสุดท้ายก็คือ 4) ผู้นำอเมริกันที่ประสบผลสำเร็จมักจะเป็นผู้ที่สามารถนำพาเศรษฐกิจอเมริกาให้เป็นบวกหรือทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นกว่าเก่า คนอเมริกันมักเลือกผู้นำที่เก่งด้านเศรษฐกิจมากกว่าเก่งด้านการเมืองนั่นเอง
ที่กล่าวมาทั้งหมดดูเหมือนว่าลักษณะของประชาชนคนอเมริกันและผู้นำอเมริกันจะแตกต่างจากลักษณะของประชาชนคนไทย ส่วนจะแตกต่างมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและถิ่นฐานภูมิภาค ขอให้ประเทศไทยจงเจริญครับผม...







