
แนะโลกชะลอศก.แก้เงินเฟ้อ
เร่งก่อนวิกฤตศก.โลกมีช่องโหว่ต้องปรับแก้ปัญหาเดิมเสียก่อน
เร่งก่อนวิกฤตศก.โลกมีช่องโหว่ต้องปรับแก้ปัญหาเดิมเสียก่อน
แนะโลกแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องชะลอการเติบโต และกลับไปปรับสมดุลเศรษฐกิจช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลกเสียก่อน
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เคยทำนายวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008 ได้ใกล้เคียงที่สุด เปิดเผยในรายงานประจำปีแนะว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะต้องเชื่องช้าลงกว่านี้ เพื่อควบคุมแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังรุมเร้าอยู่ทั่วโลก
บีไอเอส ระบุว่า แต่ละประเทศควรจะนำนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติโดยด่วน และควรจะเร่งปิดบัญชีงบประมาณโดยเร็วด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่
รายงานยังเตือนบรรดาผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของโลกด้วยว่า ไม่ควรจะคาดหวังให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตามภาวะปกติ เนื่องจากในช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกนั้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจโลกจะถูกทำลายไป โดยเฉพาะในภาคการเงินและภาคการก่อสร้าง
เฌม คารัวนา ผู้จัดการทั่วไปของบีไอเอส กล่าวว่า ภาวะความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลกนั้น จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งอาจจะส่งผลให้อัตราการเติบโตเชื่องช้าลง โดยที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายจะต้องไม่กีดขวางการปรับสภาพเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ปัญหาราคาอาหารแพง ตลอดไปจนถึงราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ได้ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่รวดเร็วกว่าเมื่อครั้งปรับลดลงอีกด้วย
นอกจากนั้น การใช้อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำมาเป็นระยะเวลานานได้ทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ในระบบการเงินของโลกเช่นกัน โดยมาตรการดอกเบี้ยขาลงอาจส่งผลคุกคามเสถียรภาพการเงินโลกด้วย
บีไอเอสชี้ว่า อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในระดับต่ำจะยิ่งกระตุ้นให้สินเชื่อและราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นหนุนตัวเลขเงินเฟ้อขยับขึ้นตาม โดยที่ในปัจจุบันปัญหานี้กำลังรุนแรงมากขึ้นในหลายประเทศกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งหากยังไม่ยุติมาตรการดอกเบี้ยต่ำ อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ตามมา
ท่าทีดังกล่าวของบีไอเอสนั้น ถือว่าสวนทางกับทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน ซึ่งต่างเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเดินหน้านโยบายดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ







