posttoday
นายกฯกรีซผ่านฉลุยลุยแผนกู้วิกฤตหนี้

นายกฯกรีซผ่านฉลุยลุยแผนกู้วิกฤตหนี้

23 มิถุนายน 2554

รัฐบาลกรีซโล่งผ่านมติไว้วางใจ พร้อมเดินหน้าดันนโยบายรัดเข็มขัด รับเงินช่วยรอบใหม่ หวังกำจัดวิกฤตหนี้ยุโรป

รัฐบาลกรีซโล่งผ่านมติไว้วางใจ พร้อมเดินหน้าดันนโยบายรัดเข็มขัด รับเงินช่วยรอบใหม่ หวังกำจัดวิกฤตหนี้ยุโรป

รัฐบาลกรีซชุดใหม่โล่งอกหลังสภามีมติไว้วางใจผ่านให้บริหารประเทศเต็มตัว เมื่อคืนวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเร่งเดินหน้าวางแผนรับมือจัดการวิกฤตหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่จากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

กรีซได้จัดการประชุมต่อเนื่องทันทีหลังการลงมติไว้วางใจในประเด็นการแปรรูปสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อระดมทุนให้ได้ 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการขอรับเงินช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนักจากประชาชนและบางภาคส่วนของสังคม

ทั้งนี้ กรีซเริ่มประกาศใช้แนวทางการแปลงสินทรัพย์ของรัฐให้เป็นทุนเมื่อเดือน ก.พ. แต่ก็มีเสียงต่อต้านที่ทำให้ผัดผ่อนมาโดยตลอด ซึ่งความล่าช้านี้ส่งผลให้นับจากนี้กรีซจำต้องเปิดขายทุกๆ 10 วันตลอดทั้งปี

ด้านกลุ่มสหภาพหลักๆ ของกรีซได้ประกาศนัดรวมตัวประท้วง 48 ชั่วโมง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากรัฐสภารับรองผ่านแผนแก้วิกฤตหนี้ชุดใหม่นี้

 

นายกฯกรีซผ่านฉลุยลุยแผนกู้วิกฤตหนี้

เยียนนิส พานาโกปูลัส หัวหน้ากลุ่มสหภาพจีเอสอีอี ซึ่งเป็นกลุ่มสหภาพที่ใหญ่ที่สุดของกรีซ มองว่ามาตรการที่รัฐเตรียมนำมาใช้ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเป็นนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพและทำให้เศรษฐกิจของประเทศซบเซาลงหนักกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่รัฐสภามีมติไว้วางใจรัฐบาลนายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู ของกรีซ โดยตลาดโตเกียวเพิ่ม 1.4376 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดนิวยอร์กเพิ่ม 1.4408 เหรียญสหรัฐ อันเป็นผลมาจากผ่อนคลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง ที่รัฐบาลกรีซจะสามารถทำตามเงื่อนไขที่อียูวางไว้ก่อนอนุมัติเงินช่วยเหลือรอบใหม่ในเดือน ก.ค.

เพื่อให้ทันกับการตัดสินใจของกลุ่มอียูและไอเอ็มเอฟ ทางการกรีซเปิดเผยว่า รัฐบาลมีเวลาเพียงแค่เกือบสองสัปดาห์ในการพิจารณาและผ่านร่างกฎหมายสำหรับแผนขับเคลื่อนมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งกำหนดระยะเวลาใช้ถึงปี 2558 และมีมูลค่ามากกว่า 2.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.22 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า หากไม่มีเงินสดมาหมุนเวียนในระบบ กรีซมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาไม่สามารถจ่ายหนี้ภาครัฐ จนส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้อีกระลอกในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร

นอกจากนี้ ใจความหลักของการประชุมรัฐสภากรีซยังรวมถึงการเจรจาหาแผนช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางเยอรมนีย้ำชัดว่า กรีซจำเป็นต้องรวมความร่วมมือระหว่างภาคธนาคารและผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซให้ได้

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการลงมติไว้วางใจ ทางด้านอียูได้กำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลกรีซจำต้องมีแผนรัดกุมชัดเจนเพื่อรับรองเงินช่วยเหลือ 1.2 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.26 แสนล้านบาท)

เอแวนเจลอส เวนีเซลอส รัฐมนตรีคลังคนใหม่ของกรีซ ระบุว่า รัฐบาลกรีซจำเป็นต้องผ่านมาตรการรัดเข็มขัดให้ได้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เพื่อส่งเรื่องให้ทางกลุ่มยูโร กรุ๊ป ในวันที่ 3 ก.ค. ก่อนที่จะให้ทางไอเอ็มเอฟตัดสินใจเพื่อปล่อยเงินกู้ครั้งที่ 5 ในวันที่ 8 ก.ค.นี้

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีคลังยังได้เตือนอีกว่า สถานการณ์การคลังของกรีซตอนนี้มีทุนเพียงพอที่จะจ่ายหนี้เฉพาะในวันที่ 18 ก.ค.เท่านั้น

แม้ว่ากลุ่มสังคมนิยมของรัฐบาลปาปันดรูจะสามารถผ่านการลงมติไว้วางใจมาได้ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายรายยังไม่มีทีท่าชัดเจนที่จะสนับสนุนแผนปฏิรูปโครงสร้างหนี้ของนายกรัฐมนตรีกรีซ โดยรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คน ได้ออกมาแสดงความจำนงที่จะไม่ลงคะแนนให้กับการขายหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มบริษัทมหาชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรีซภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู ได้ยืนยันให้เวทีนานาชาติมั่นใจว่า กรีซจะสามารถผ่านกฎข้อบังคับใหม่ให้ทันเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟแน่นอน ท่ามกลางเสียงบ่นถึงระยะเวลากระชั้นชิดที่ทำให้สภาไม่มีเวลาในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากนัก

กระนั้น บรรดานักวิเคราะห์หลายค่ายต่างมองว่า กรีซจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ไปได้ สอดคล้องกับที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำที่ออกมาระบุว่า การปรับโครงสร้างหนี้โดยสมัครใจของเจ้าหนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเบี้ยวหนี้ โดยในขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะของกรีซเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.5 แสนล้านยูโร (ราว 15.3 ล้านล้านบาท)

ด้านเครดิต สวิส กรุ๊ป เอจี ได้ออกมาเตือนว่า สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในกรีซ บวกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ ได้ส่งผลกระทบต่อการภาคการส่งออกของเอเชีย ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ชะลอนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย

จากสถิติในเดือน มิ.ย. ปรากฏว่าภาคการส่งออกของเกาหลีใต้ อินเดีย และไทยได้เชื่องช้าลง ขณะที่การส่งสินค้าจากจีนก็เริ่มชะลอลงด้วย ซึ่งจะส่งผลให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายของประเทศเหล่านี้ชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อไป และอาจจะทำให้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นไปอีก

เฟรดเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐ ศาสตร์จากธนาคารเอชเอสบีซี ฮ่องกง ให้ความเห็นว่า หากตัวเลขทางเศรษฐกิจในโลกตะวันตกยังถดถอยอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งสร้างความเสี่ยงให้กับธนาคารกลางเอเชียมากขึ้น และจะถอยห่างจากการใช้นโยบายที่รัดกุมมากขึ้น

ทั้งนี้ การส่งออกถือเป็นหัวใจหลังของเศรษฐกกิจของเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วน 35% ของการส่งออกทั้งหมดของโลกในปี 2552 โดยมียุโรปและสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญสำหรับภูมิภาคเอเชีย

นอกจากนี้ จากรายงานของไอเอ็มเอฟยังระบุว่า ในปี 2553 การส่งออกของญี่ปุ่นคิดเป็น 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เกือบ 50% ของเกาหลีใต้ และประมาณ 60% ของไทย

สถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนี้ ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย นำโดยอินเดีย เตรียมแผนผ่อนปรนด้านการค้าและการลงทุนให้กับประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและสหรัฐ ด้วยการหันมาพึ่งพาภูมิภาคเดียวกันแทน

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง