
ถึงคราวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระแวงจีน เมื่อการอ้างกรรมสิทธิ์ถือครองทางทะเลรุนแรงขึ้น
ทุ่นลอย เสาปัก หรือสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ร้างอาจไม่เป็นที่ใส่ใจนัก แต่ใครจะรู้ว่า
ทุ่นลอย เสาปัก หรือสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ร้างอาจไม่เป็นที่ใส่ใจนัก แต่ใครจะรู้ว่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ทุ่นลอย เสาปัก หรือสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ร้างอาจไม่เป็นที่ใส่ใจนัก แต่ใครจะรู้ว่า สิ่งของเล็กน้อยเหล่านี้จะกลายเป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดการโต้เถียงมากขึ้นเหนือพื้นที่เดินเรือที่ยุ่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมั่งคั่งด้วยทรัพยากร จนนำไปสู่วิธีการจัดการของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีต่อพลังอำนาจของประเทศจีน
การแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำ เป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นประปรายมานานแล้ว ในบริเวณทะเลจีนใต้ แต่ทว่า การวิวาทโต้เถียงเริ่มมีให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยมีประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นโจทก์ร้องต่อประเทศจีน
เมื่อไม่สามารถทัดทานกำลังอำนาจทางทหารของจีน เช่นเดียวกับที่ไม่อาจทนสูญเสียอาณาเขตใกล้แนวชายฝั่งไปได้ หนทางหนึ่งที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติไว้ก็คือการผลักดันยกระดับเรื่องขัดแย้งสู่เวทีนานาชาติ โดยดึงชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐเข้าร่วม
ในทัศนะของ เอียน สตอเรย์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ (ไอเอสอีเอเอส) พฤติกรรมของประเทศจีนในทะเลจีนใต้ค่อนข้างแข็งกร้าว และชัดเจน ในพื้นที่กรรมสิทธิ์ทางทะเล
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนและเวียดนามต่างเปิดศึกสาดคำพูดกล่าวหาว่าต่างฝ่ายต่างละเมิดสิทธิเหนืออำนาจอธิปไตยทางทะเลของอีกฝ่าย ส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านจีนในกรุงฮานอยในทันที ซึ่งนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ยื่นเรื่องร้องต่อเวทีนานาชาติกลับเป็นฟิลิปปินส์ โดยระบุว่า จีนได้สร้างเสา วางทุ่นลอย และก่อสิ่งปลูกสร้างไว้ใกล้กับพื้นที่ชายฝั่ง The Amy Douglas Bank และยังกล่าวว่าจีนได้ฝ่าฝืนปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของประเทศในทะเลจีนใต้ (DOC)
ปฏิญญาข้างต้นเป็นข้อตกลงร่วมกันที่ไม่มีพันธะผูกมัดใดๆ ระหว่างประเทศจีนกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อความสงบเรียบร้อยและหลีกเลี่ยงกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดภายในภูมิภาค รวมไปถึงการเข้ายึดครองพื้นที่ว่างเปล่า และเป็นสิ่งที่รัฐบาลฟิลิปปินส์มองว่าจีนล้ำเส้นอย่างรุนแรง
ฝ่ายจีนก็ตอบโต้ โดยกล่าวว่า ฟิลิปปินส์เองก็ละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลจีนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งปลูกสร้างที่ฟิลิปปินส์ใช้กล่าวหาจีนเป็นทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ด้านงานวิจัยล้วนๆ พร้อมทั้งย้ำหนักแน่นว่า ไม่มีเจตนาที่จะถือครองกรรมสิทธิ์เหนือแนวปะการังแม้แต่น้อย
“ไม่ว่าจะมีจุดประสงค์ทางการทหารหรือไม่ แต่ถ้ามีสิ่งปลูกสร้างใหม่บนพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครถือครองเกิดขึ้นอีก นั่นถือเป็นการกระทำที่ชัดเจนในการละเมิดข้อตกลงในปฏิญญา” อวน เกรแฮม นักวิจัยอาวุโสจากโครงการทหารศึกษาแห่งสถาบันเอส ราชรัตนาม นานาชาติศึกษา (S. Rajaratnam School) ในสิงคโปร์แสดงความเห็น
ทั้งนี้ ทั้งฟิลิปปินส์ และเวียดนามต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าจะเพิ่มแสนยานุภาพทางกองทัพเรือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในทะเลจีนใต้ ขณะที่รัฐบาลเวียดนามได้แสดงการซ้อมรบโดยใช้อาวุธจริงเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ชิงชัยเพื่ออ้างสิทธิ
ทะเลจีนใต้มีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่บนเกาะร้าง แนวหิน และแนวปะการังอีกมากกว่า 200 แห่ง โดยกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณดังกล่าวหมายรวมถึงสิทธิเหนือพื้นที่ทางน้ำโดยรอบ ตลอดจนทรัพยากรก๊าซ น้ำมัน และการประมง
แม้ว่าประเทศที่เข้ามาอ้างสิทธิเหนือบริเวณทะเลจีนใต้จะมีด้วยกัน 6 ประเทศ คือ จีน ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน โดยมีอาณาเขตเหลื่อมซ้อนกัน แต่ประเทศที่มีความขัดแย้งบ่อยครั้งคือ จีน ซึ่งอ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้เป็นบริเวณกว้างใหญ่กว่าประเทศที่เหลือทั้งหมด
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ข้อกำหนดในความเป็นเจ้าของถือครองกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาทเหล่านี้
ทั้งนี้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า อำนาจอธิปไตยทางทะเลของประเทศหนึ่งๆ จะครอบคลุมพื้นที่ 12 ไมล์ทะเล (22.2 กม.) นับจากแนวชายฝั่ง ตลอดจนเกาะแก่งต่างๆ ของประเทศนั้นๆ
แต่อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากอนุสัญญาข้างต้น ยังมีพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งให้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมายในการตัดสินเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการก่อสิ่งปลูกสร้างให้กับประเทศเจ้าของเขต โดยเหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นนั้นอยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะของเวียดนามและฟิลิปปินส์
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่จีนยึดหลักอำนาจอธิปไตยของตนเองตามประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อสมัยศตวรรษที่ 7 เข้ามาใช้ กระนั้นก็ยังไม่วายแสดงท่าทีที่อ่อนนุ่มลงด้วยการระบุว่า จีนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อทำการสำรวจร่วมกัน
นอกจากนี้ ปัญหาไม่ได้มีแค่การกำหนดความเป็นเจ้าของเท่านั้น เพราะแม้กระทั่งวิธีการเจรจาก็ยังเป็นปัญหา เนื่องจากจีนต้องการการเจรจาในระดับทวิภาคี ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนกลับเห็นชอบให้เจรจาในระดับภูมิภาค ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของคาร์ลเยล เธเยอร์ อาจารย์จากสถาบันกองกำลังป้องกันประเทศของออสเตรเลีย ซึ่งมองว่ากรณีพิพาทบริเวณทะเลจีนใต้ กลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พากันเรียกร้องให้สหรัฐยังคงมีส่วนร่วมกับภูมิภาคนี้ เพื่ออาศัยอำนาจของสหรัฐในการทัดทานจีน แต่ไม่ได้ต้องการให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นการโดดเดี่ยวจีน และกดดันให้อาเซียนต้องเลือกข้าง
ทั้งนี้ เธเยอร์ ระบุว่า การดึงสหรัฐเข้ามาเป็นการน้อมรับความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากสหรัฐยังมีภาพลักษณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับประเทศจีน เห็นได้จากปฏิกิริยากราดเกรี้ยวของจีน เมื่อสหรัฐหยิบยกประเด็นอาณาเขตบริเวณทะเลจีนใต้ขึ้นมาพูดเมื่อการประชุมอาเซียนปี 2553
“ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยกรณีใด จีนคาดหวังว่าสหรัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเรื่องราวภายในภูมิภาคเอเชีย” เธเยอร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่อาเซียนต้องคำนึงถึงก็คือ กรณีวิวาทที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกระทบต่อ 10 ประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด โดยมีเพียงเวียดนามและฟิลิปปินส์เท่านั้นที่เป็นผู้เรียกร้องสิทธิเหนือน่านน้ำในบริเวณทะเลจีนใต้ ส่วนมาเลเซียและบรูไนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย
ขณะที่ประเทศอื่น อย่างไทย พม่า และลาว ต่างไม่มีส่วนได้เสียต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงยิ่งไม่มีแรงจูงใจที่จะท้าทายอำนาจของดินแดนม่านไม้ไผ่ ท่ามกลางบทบาทประเทศคู่ค้าที่จีนดูจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทุกประเทศในภูมิภาคนี้
เหตุผลข้างต้น ส่งผลให้ ถังซิ่วหมั่น ผู้อำนวยการโครงการนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงศึกษา จากสถาบันเพื่อการศึกษาทางยุทธศาสตร์นานาชาติของมาเลเซีย ระบุว่า ประเทศที่เรียกร้องสิทธิเหนือน่านน้ำเหล่านี้จำต้องทำการเจรจากับประเทศจีนกันเอง โดยที่ประเทศสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาข้องแวะ เพียงแต่ต้องรับทราบไว้
ซึ่งในท้ายที่สุด การผลักดันให้อยู่ในระดับทวิภาคี อาจช่วยยับยั้งความกราดเกรี้ยวของจีนที่มองว่าการรวมตัวของอาเซียนคือความต้องการท้าทายอำนาจของจีน
ความกังวลของฟิลิปปินส์และเวียดนาม เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฤดูมรสุมและพายุไต้ฝุ่นเริ่มต้นขึ้น
โดยสำหรับฟิลิปปินส์ก็คือ พื้นที่แนวปะการังห่างจากชายฝั่งตะวันตก 135 ไมล์ทะล ของเกาะปาลาวัน เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่เรียกว่า Mischief Reef
ทั้งนี้ Mischief Reef เคยเป็นกรณีพิพาทระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนมาแล้วเมื่อเดือน ก.พ. 2538 โดยในครั้งนี้ ฟิลิปปินส์พบสิ่งปลูกสร้างของจีนบริเวณแนวปะการังดังกล่าว และเชื่อกันว่าเป็นการก่อตั้งของทางทหาร ขณะที่รัฐบาลจีนยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสิ่งปลูกสร้างที่พบเป็นเพียงที่กำบังของชาวประมง
สิ่งปลูกสร้างที่ฟิลิปปินส์ค้นพบในครั้งนั้น สร้างขึ้นในช่วงที่กองทัพเรือฟิลิปปินส์ไม่สามารถออกเรือลาดตระเวนได้เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายตามฤดูกาล
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังระบุอีกว่า ได้พบสิ่งปลูกสร้างจำนวนไม่น้อยบนพื้นที่ชายฝั่งบริเวณ The Army Douglas Bank ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งเกาะปาลาวันประมาณ 125 ไมล์ทะเล และส่วนที่ใกล้กับชายฝั่ง Reed Bank ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งเกาะปาลาวันเพียง 85 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศจีน 600 ไมล์ทะเล
โดย 3 อาณาเขตที่กล่าวมาข้างต้นล้วนอยู่ในแนวชายฝั่งของเกาะปาลาวัน และอยู่ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล
สตอเรย์ จากสถาบันไอเอสอีเอเอสของสิงคโปร์มองว่าการที่จีนขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพ ขจัดความเป็นมิตร และผลักดันให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้หันหน้าเข้าหาสหรัฐ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นั่นเท่ากับว่า หนทางที่ภูมิภาคเอเชียจะรวมกันเป็นหนึ่งอาจจะไม่มีวันมาถึง







