
เงินเฟ้อ-หนี้ ทำเศรษฐกิจเอเชีย-ยุโรปสะเทือน
ในช่วงรอบสัปดาห์ ภาวะวิกฤตหนี้สาธารณะในเขตยูโรโซนเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงรอบสัปดาห์ ภาวะวิกฤตหนี้สาธารณะในเขตยูโรโซนเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกต่างตบเท้าออกมาส่งสัญญาณ พร้อมกับลงดาบหั่นอันดับสถานะของประเทศในยุโรปอย่างต่อเนื่อง
โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลง 3 ขั้นรวด จากระดับ B มาอยู่ที่ระดับ CCC ซึ่งสูงกว่าระดับ “ผิดนัดชำระหนี้” (D) เพียงแค่ 2 ขั้นเท่านั้น โดยระบุว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้สูงที่กรีซจะถูกปรับลดเรตติ้งของกรีซลงสู่ระดับผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต
ทั้งนี้ อันดับเครดิตของกรีซในปัจจุบันถือว่าอยู่ที่ระดับต่ำสุดในโลก ซึ่งต่ำกว่าอันดับความน่าเชื่อถือของเอกวาดอร์ จาเมกา และปากีสถาน
อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวทำให้รัฐบาลกรีซออกโรงโต้อย่างดุเดือดทันที โดยกล่าวหาว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งนี้เอาแต่ปิดตา ไม่มองความพยายามในการปฏิรูปของกรีซ รวมทั้งการเจรจาของสหภาพยุโรป (อียู) เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับหนี้ก้อนใหม่
นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังแสดงความเชื่อมั่นว่าภาวะถดถอยของกรีซจะยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2012 และความไม่แน่นอนว่ากรีซจะได้รับเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่นั้น อาจทำให้กรีซต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากด้วยการเดินหน้านโยบายรัดเข็มขัดท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชน
ขณะที่ทางด้านมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ สถาบันจัดอันดับชั้นนำอีกแห่งหนึ่ง ได้ออกโรงเตือนว่าอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลี เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอิตาลี การขาดดุลงบประมาณมหาศาล กอปรกับวิกฤตหนี้ยุโรปที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
มูดี้ส์แถลงว่า ขณะนี้กำลังทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของสกุลเงินท้องถิ่นและต่างประเทศของอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ระดับ Aa2 ว่า อาจมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง แต่ทว่ายังคงอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นอยู่ที่ Prime1
ด้านไอเอ็มเอฟได้ออกแถลงการณ์ ประกาศรายชื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟคนใหม่ โดยสองผู้ท้าชิง ประกอบด้วย คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวเก็งที่จะคว้าชัยครั้งนี้ และอกุสติน คาร์สเทนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ไม่ปรากฏรายชื่อของสแตนลีย์ ฟิทเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล วัย 67 ปี ซึ่งประกาศลงชิงตำแหน่งในช่วงโค้งสุดท้ายของการรับสมัคร โดยไอเอ็มเอฟให้เหตุผลว่าไม่ผ่านคุณสมบัติเรื่องอายุ เนื่องจากกรรมการผู้จัดการต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า คณะผู้บริหารมีกำหนดจะพบกับผู้สมัครชิงตำแหน่งที่กรุงวอชิงตัน เพื่อหารือพูดคุยเพื่อหาจุดแข็งของผู้สมัครแต่ละคนก่อนจะทำการคัดเลือกต่อไป โดยคาดว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.
เงินเฟ้อจีน-อินเดียพุ่ง ญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ออกรายงานประจำเดือน พ.ค. ระบุว่า เงินเฟ้อของประเทศยังพุ่งไม่หยุด เพิ่มขึ้น 5.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เร็วที่สุด และสูงที่สุดในรอบ 3 ปี โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นตัวหลักของการเพิ่มของอัตราเงินเฟ้อในครั้งนี้
หลังรายงานเผยแพร่ ธนาคารกลางจีนได้ออกมาตรการเพิ่มอัตราการสำรองเงินฝากรอบใหม่ ซึ่งเป็นครั้งที่ 9 นับตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 2553 โดยธนาคารกลางได้สั่งเพิ่มอัตราการสำรองเงินฝากสำหรับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 21.5% ซึ่งจะมีผลในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เพื่อสกัดการปล่อยกู้ที่มากเกินไป อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อจีนพุ่งทะลุเพดาน
นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังระบุด้วยว่า เศรษฐกิจโดยรวมของจีนเติบโตแบบชะลอตัว แต่ไม่เร็วจนเกินไป ทำให้เป็นผลดีต่อรัฐบาลจีนที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้ออย่างจริงจัง
ด้านอินเดียก็ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน โดยธนาคารกลางอินเดียประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 16 เดือน อีก 0.25% เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ทางธนาคารระบุว่าอยู่ในระดับที่ “ไม่น่าจะสบายนัก” ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารขึ้นไปอยู่ที่ 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2008 และ ดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นไปอยู่ที่ 6.5%
การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับเงินเฟ้อของอินเดียในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 9.06% จากเดิมที่ 8.66% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าเพดานที่ตั้งเป้าไว้ที่ 56% เท่านั้น
ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารอินเดียจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในไม่อีกกี่เดือนที่จะมาถึงนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ทางธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศขยายโครงการสินเชื่อให้กับบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโต คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,270 ล้านบาท) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตแผ่นดินไหว
พร้อมกันนี้ยังให้ธนาคารคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 00.1% และเพิ่มปริมาณเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะด้านการแพทย์และด้านพลังงานทดแทน
นอกจากนี้ ทางธนาคารกลางยังพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้รายใหม่มากถึง 5 แสนล้านเยน (ราว 1.89 แสนล้านบาท) ภายใต้เงื่อนไขใหม่ ส่งผลให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารโดยไม่ต้องมีอสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน







