
คุมไม่อยู่
ดูท่าจีนจะคุมฟองสบู่ไม่อยู่เสียแล้ว เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์รอวันแตกโพละ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังขึ้นแบบฉุดไม่อยู่
ดูท่าจีนจะคุมฟองสบู่ไม่อยู่เสียแล้ว เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์รอวันแตกโพละ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังขึ้นแบบฉุดไม่อยู่
ผลสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่สอบถามนักเศรษฐศาสตร์ 16 คน เมื่อวันที่ 9 ก.พ. บอกตัวเลขออกมาถือเป็นการย้ำกันชัดๆ ว่า จีนเริ่มที่จะคุมภาวะฟองสบู่ในประเทศไม่อยู่เอาเสียแล้ว แม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะประกาศนโยบายคุมการปล่อยกู้ออกมาเป็นระลอกๆ ทั้งกำหนดให้ธนาคารเพิ่มการสำรองทุน ไปจนถึงการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ชะลอการปล่อยกู้กันตรงๆ
แต่จากตัวเลขสำรวจที่ออกมานั้น ประเมินได้ว่าในช่วงเดือนม.ค. ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว ปริมาณการปล่อยกู้ใหม่ทะลุไปถึง 1.38 ล้านล้านหยวน หรือราว 2.01 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะมากกว่าไตรมาส 4 ทั้งไตรมาสทีเดียวครับ
บอกตรงๆ จีนเป็นมหาอำนาจเพียงแห่งเดียวในขณะนี้ที่เศรษฐกิจนั้นดีอย่างที่สุด และการควบคุมความร้อนแรงก็เป็นไปได้ยาก เพราะจีนเองก็ยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป อีกทั้งกระแสทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่จีนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ ความต้องการเงินกู้จากประชาชนและภาคธุรกิจในจีนนั้นก็มีอย่างคับคั่ง
ยิ่งถ้าหากปล่อยเอาไว้ มีหวังภาวะฟองสบู่ในจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตที่รวดเร็วมากที่สุดในโลกมีหวังแตกโพละ และความหายนะก็จะมาเยือนเศรษฐกิจโลกทันที เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น
เท่านั้นยังไม่พอ จีนยังเจอกับปัญหาอะไรอีก แน่นอนเศรษฐกิจพุ่งเร็วปรู๊ดปร๊าดขนาดนี้ ภาวะเงินเฟ้อเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เมื่อวานนี้ บริษัท อะลูมิเนียม คอร์ป ออฟ ไชนา ผู้ผลิตโลหะรายใหญ่ของประเทศ เพิ่งประกาศขึ้นราคาอะลูมิเนียมเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือนแล้ว
คาดกันว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคจีนนั้นน่าจะเพิ่มขึ้นไปอีก 2.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง 3 ปีติดกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของเศรษฐกิจ
ทางเลือกหนึ่งที่รัฐจีนอาจจะต้องงัดออกมาใช้ก็คือการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยธนาคาร แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงอยู่ไม่น้อย และจะกดดันให้ประเทศในเอเชียต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม
เห็นสถานการณ์ของจีน ตอนนี้บอกตรงๆ ทำให้ผมนึกถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ชอบกล ที่ไทยเราเจอทั้งภาวการณ์เฟ้อตัวของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งไปไกลเกินมูลค่าจริง ไหนคนจะถือบัตรเครดิตกันคนละ 34 ใบ ธนาคาร สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้กันบ้าคลั่ง ในที่สุดเมื่อเงินบาทถูกโจมตีจนต้องลอยตัว ฟองสบู่ก็แตกโพละ
มองผิวเผิน กรณีของจีนดูคล้ายกับปัญหาที่เราเคยเจอ แต่ต่างกันที่ว่าจีนเป็นประเทศที่มีเงินสำรองต่างประเทศมากที่สุดในโลกถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และยังเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยู่ในสถานะเจ้าหนี้ของสหรัฐนั่นแหละ
ความต่างก็คือ จีนเป็นคนรวยที่มีปัญหา แต่ไทยเป็นคนไม่รวย ฐานไม่แกร่ง แต่ดันไปมีปัญหาแบบคนรวยนั่นแหละครับ...!







