
พบต้นตออีโคไลจากถั่วงอกเมืองเบียร์เร่งคุมเข้ม
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสของเชื้อแบคทีเรียมรณะ อีโคไล
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสของเชื้อแบคทีเรียมรณะ อีโคไล
ยังคงสร้างความหวาดผวาครอบคลุมทั่วโลก จนทุกประเทศต้องเร่งสแกนเนื้อสัตว์และพืชผักผลไม้ที่นำเข้ามาจากยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
ความคืบหน้าล่าสุด คือการที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเยอรมนี เผยข้อมูลใหม่ยืนยันว่าเชื้ออีโคไลในประเทศ มีแหล่งที่มาจากถั่วงอกหลังผลการทดสอบก่อนหน้านี้ ไม่พบร่องรอยการแพร่ระบาดของแบคทีเรียมรณะ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปแล้ว 30 คน และมีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 2,900 คน ในจำนวนนี้มีหลายร้อยคนที่เสี่ยงจะเกิดอาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรงในถั่วงอกแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของโลธาร์ บอยซิน ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันประเมินความเสี่ยงในเยอรมนี ยังระบุว่า อีโคไลสายพันธุ์อีเออีซี ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง เนื่องจากผลิตพิษต่อลำไส้ในชื่อ “ชิกา ท็อกซิน” (Shiga Toxin) นี้พบในคนมากกว่าในสัตว์ เนื่องจากจุลชีพดังกล่าวสามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบในร่างกายของมนุษย์ได้ดี และเชื่อว่าเชื้อแบคทีเรียมีโอกาสเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการใช้ปุ๋ยคอกแบบเหลว
การค้นพบในครั้งนี้ นับเป็นข่าวที่น่ายินดี เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะต้นตอและสาเหตุของการติดเชื้อได้อย่างละเอียด โดยกระบวนการสืบสวนต่อจากนี้ จะพุ่งเป้าไปที่ฟาร์มถั่วงอกออร์แกนิก ในรัฐโลเวอร์ซาโซนี ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งถูกปิดไปแล้ว ขณะที่ ทางการเยอรมนีได้ยกเลิกประกาศเตือนห้ามประชาชนรับประทานแตงกวา มะเขือเทศ และผัดกาดหอมแล้ว
ท่ามกลางความวิตกกังวลถึงสถานการณ์เชื้ออีโคไลในเยอรมนี ก็ยังมีข่าวดีให้พอเบาใจได้บ้าง เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดน้อยลงบ้างแล้ว
ทว่า สัญญาณการแพร่ระบาดของเชื้อก็มีทีท่าว่าจะยังไม่จบสิ้น เมื่อสำนักความปลอดภัยด้านอาหารของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้ออีโคไล แต่เชื่อว่าแบคทีเรียมรณะที่มีการตรวจพบนี้ เป็นคนละสายพันธุ์กับเชื้ออีโคไลที่แพร่ระบาดในยุโรป
ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้เข้าร่วมประชุมฉุกเฉินที่ลักเซมเบิร์ก โดยประเด็นหลักที่มีการหารือคือ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตได้ เนื่องจากความหวาดกลัวของผู้บริโภคต่อการแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไล รวมถึงข้อเสนอให้ทบทวนถึงระบบการเตือนความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อรับประกันว่าการประกาศเตือนภัยใดๆ ต้องมีข้อพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ก่อนเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ
ทั้งนี้ สเปนประกาศจะเรียกร้องค่าชดเชยจากเยอรมนี หลังคำเตือนดังกล่าวทำให้ผลผลิตในสเปนได้รับผลกระทบ โดยสมาคมส่งออกผักและผลไม้ของสเปน (FEPEX) คาดการณ์ว่า สเปนสูญรายได้ไปราว 225 ล้านยูโรต่อสัปดาห์ (หรือราว 9,900 ล้านบาท) นับตั้งแต่เกิดวิกฤตขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมาธิการกิจการนโยบายสาธารณสุขแห่งอียู ได้เสนอให้อียูมอบเงิน 150 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
ญี่ปุ่นยังอ่วม ป่วนปัญหานิวเคลียร์
วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญหลังเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนญี่ปุ่นเริ่มคิดถึงหนทางการเลิกการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ และรวมตัวกันต่อต้านอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายแห่งเกิดความกังวล และตัดสินใจไม่เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกอย่างน้อย 4 แห่งอีกครั้ง แม้จะเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบ และซ่อมบำรุงแล้วก็ตาม
กระแสดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการค้าญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า หากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 54 แห่งในญี่ปุ่นจะต้องปิดตัวลงภายในเดือน เม.ย.ปีหน้า เนื่องจากถูกคัดค้านจากชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นการเพิ่มทุนด้าน พลังงานให้กับประเทศอีกกว่า 3 ล้านล้านเยนต่อปี (ราว 1.14 ล้านล้านบาท) เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูญเสียไป
ขณะที่ บริษัท การไฟฟ้าโตเกียว (เทปโค) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังมีปัญหานั้น ก็กำลังเจอมรสุมครั้งใหญ่ หลังจากมูลค่าหุ้นของเทปโคร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง อยู่ที่ 192 เยน หรือลดลงราว 4% เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของบริษัทจากวิกฤตนิวเคลียร์ที่รุมเร้า
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. มูลค่าหุ้นของเทปโคร่วงลงมาแล้วถึง 90%







