
ดัน'ลาการ์ด'ตัวเต็งไอเอ็มเอฟ เศรษฐกิจโลกสะดุด เจอภาวะสแตกเฟลชัน
ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่โลกได้เจอเหตุการณ์รอบด้าน
ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่โลกได้เจอเหตุการณ์รอบด้าน
ทั้งความเดือดร้อนที่เกิดจากภาวะทางเศรษฐกิจ และหายนะที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
เริ่มต้นกันที่เหตุการณ์ข่าวใหญ่ที่ยังคงเป็นประเด็นต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่โดมินิก สเตราคานห์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จากคดีอื้อฉาวล่วงละเมิดสาวใช้โรงแรมในสหรัฐ
บรรดาประเทศสมาชิก นำโดยชาติสมาชิกในยุโรปก็รีบเสนอชื่อ คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสเข้าควบตำแหน่งต่อทันที แม้หลายประเทศในตลาดเกิดใหม่จะทักท้วง
ในความเป็นจริงแล้ว ชื่อของลาการ์ดได้รับการเสนอมาแล้วตั้งแต่ต้น แต่เพิ่งมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเสียงสนับสนุนจากกลุ่มประเทศยุโรป และท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นของลาการ์ดเอง ที่เพิ่งจะยอมรับว่าจะลงชิงตำแหน่งเก้าอี้ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟแน่นอน
ซึ่งหากลาการ์ดได้ดำรงตำแหน่งสูงของไอเอ็มเอฟจริง ก็จะถือเป็นสตรีคนแรกที่รับตำแหน่งดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการประชุมประเทศสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรมโลก หรือ กลุ่มจี8 เมืองโดวิลล์ ของฝรั่งเศส บรรดานักวิเคราะห์ในที่ประชุมให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าตัวเก็งอย่าง คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสจะได้เข้าเสียบตำแหน่งดังกล่าวได้ทันที เพราะยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ที่มีโอกาสเช่นกัน อย่างเช่น อากุสติน คาร์สเต็น ผู้ว่าการธนาคารกลางของเม็กซิโก
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศจี8 ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังออกเสียงหลักในคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟ ซึ่งการสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่จะเสร็จสิ้นและประกาศได้ในราวปลายเดือน มิ.ย.นี้
ขณะที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ได้เตือนเศรษฐกิจโลกว่ากำลังอยู่ในภาวะสแตกเฟลชัน คือช่วงเวลาที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ แต่กลับเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ทั้งๆ ที่ตามทฤษฎีแล้วปัจจัยสองประการจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโลกยังถูกอิทธิพลจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาเล่นงานอยู่ อีกทั้งยังเจอกับภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น สินค้ามีราคาแพง และผู้บริโภคไม่มีกำลังใช้จ่ายเพียงพอ (ภาวะสแตกเฟลชัน) ขณะที่ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในปีนี้จากผลกระทบภัยธรรมชาติ
ในรายงานอีโคโนมิก เอาต์ลุค ของโออีซีดี คาดการณ์ว่า ในปี 2011 นี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะคงอยู่ที่ 4.2% และยังได้เตือนถึงปัจจัยความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นด้วย และย้ำว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบจากการถดถอยของญี่ปุ่น แต่เชื่อว่าในปีนี้ญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวได้ที่ราว 2.2% ขณะที่จีดีพีของสหรัฐจะปรับขึ้น 2.6% และกลุ่มยูโรโซน จะเติบโตที่ 2.0%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกกำลังเจอกับปัจจัยลบหลายประการที่คอยฉุดลากอยู่ ทั้งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ประกอบกับการฟื้นตัวที่เชื่องช้าของญี่ปุ่น และการเชื่องช้าลงของเศรษฐกิจจีน นอกเหนือจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป รวมไปถึงปัญหางบดุลที่สั่นคลอนรัฐบาลสหรัฐ และญี่ปุ่นอยู่
โออีซีดีระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่สิ้นสุด และยังมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และเงินฝืดผสมกันในบางประเทศ
วิกฤตธรรมชาติส่อเค้าป่วน
ความปั่นป่วนจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐ ส่งผลให้กระแสวันสิ้นโลกที่แฮโรลด์ แคมปิ้งได้เลื่อนวันทำนายออกไปจากเดิมวันที่ 21 พ.ค. เป็นวันที่ 21 ต.ค.นี้ ส่อเค้าจริงจังมากขึ้นสำหรับผู้ที่เชื่อในวันสิ้นโลก
โดยการปะทุครั้งล่าสุดของภูเขาไฟกริมส์วอตน์ ที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็ง วัทนาโยคูล ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งในอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และเยอรมนีต้องปิดให้บริการ เนื่องจากเกรงว่าเถ้าถ่านของภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นได้พัดกระจายปกคลุมไปทั่วจะส่งผลอันตรายต่อการบิน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของเถ้าภูเขาไฟเริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อกลางสัปดาห์ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูเขาไฟคาดการณ์ไว้ ทำให้สนามบินต่างๆ สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง
ขณะที่สถานการณ์ในยุโรปเริ่มดีขึ้น แต่สถานการณ์ในสหรัฐยังเลวร้าย โดยพายุทอร์นาโดหลายลูกที่เข้าถล่มหลายรัฐในพื้นที่ภาคตะวันตกตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้สูญหายราว 232 ราย และเสียชีวิตทั้งสิ้น 125 ราย
ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัยในสหรัฐต่างระดมกำลังเข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และค้นหาผู้ที่อาจจะรอดชีวิตซึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาก็ได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ยังคงระมัดระวังอันตรายจากพายุทอร์นาโดซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกระลอก
หันกลับมามองที่ฟากเอเชีย พายุไต้ฝุ่นซงดา ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักให้กับภูมิภาคเอเชียไม่น้อย โดยเริ่มต้นที่ฟิลิปปินส์ที่ความรุนแรงของพายุส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 1 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 2.62 แสนคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย
ขณะที่ญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงปวดหัวกับวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเมื่อปลายสัปดาห์เกิดเหตุระทึกขวัญ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่อาคารของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไดอินิ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ไปทางใต้เพียง 12 กิโลเมตร
แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทัน และไม่มีผู้บาดเจ็บหรือสารกัมมันตรังสีใดๆ เพิ่มเติม







