
เตือนญี่ปุ่นอย่าหมกเม็ดแก้วิกฤตนุก
ต้องเปิดกว้างข้อมูลและจริงใจโลกเห็นใจแต่นานวันอาจเคือง
ต้องเปิดกว้างข้อมูลและจริงใจโลกเห็นใจแต่นานวันอาจเคือง
เตือนญี่ปุ่นอาจเจอวิกฤตภาพลักษณ์ หากยังหมกเม็ดแก้ไขวิกฤตนิวเคลียร์ล่าช้า ทั่วโลกอาจเปลี่ยนจากเห็นใจเป็นโกรธแค้น
นักวิเคราะห์เตือนญี่ปุ่นต้องโปร่งใสต่อการแก้ปัญหาวิกฤตนิวเคลียร์ หลังเกิดการรั่วไหลและสร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของญี่ปุ่นอาจจะต้องละลายไปพร้อมๆ กับแกนปฏิกรณ์ โดยญี่ปุ่นจะต้องเปิดกว้างทั้งในด้านข้อมูลและจัดการกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
รอยเตอร์สรายงานว่า หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบกับภัยพิบัติครั้งร้ายแรง 3 เหตุการณ์ซ้อน ทั้งแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ คลื่นยักษ์สึนามิสูง 20 เมตร และวิกฤตที่โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ซึ่งทั่วโลกต่างเห็นอกเห็นใจญี่ปุ่นอย่างมากที่สุด แต่ในขณะนี้กำลังเกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการแก้ปัญหามากขึ้น
เพื่อนบ้านหลายชาติเริ่มที่จะแสดงความไม่มั่นใจในญี่ปุ่นมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ได้กล่าวว่า ญี่ปุ่นไร้ประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหา อีกทั้งญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังรัฐบาลสหรัฐเท่านั้นว่าจะปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงทะเล แต่กลับไม่แจ้งรัฐบาลเกาหลีใต้ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้กันมากกว่า
“ญี่ปุ่นขึ้นชื่ออย่างยิ่งในเรื่องของความมีประสิทธิภาพ และการจัดการที่มีประสิทธิผล แต่ทว่าสำหรับปัญหานี้เราได้สูญเสียความเชื่อถือในญี่ปุ่นและระบบของพวกเขาไปแล้ว ชาวเกาหลีจำนวนมากหวาดกลัวอย่างยิ่ง แต่เราก็ไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอ” ฮานซุงดึค จากมหาวิทยาลัยเกาหลี กล่าว
ส่วนทางด้านจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นนักก็ได้สั่งห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการจากญี่ปุ่นแล้วเช่นเดียวกันกับเกาหลีใต้
ซุนเฉิน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีนญี่ปุ่นแห่งมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และกฎหมาย ในกรุงปักกิ่งให้ความเห็นว่า จีนยังคงแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกวิตกกังวลต่อการจัดการปัญหาที่ผิดพลาดของญี่ปุ่นเช่นกัน
กระนั้น ซุน กล่าวว่า หากจีนยังคงได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นต่อไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความไม่พอใจจากจีนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากญี่ปุ่นมีพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบและไม่เอาใจใส่ต่อความปลอดภัยของเพื่อนบ้าน
สำหรับในสหรัฐและยุโรปนั้น หลายประเทศยังแสดงความเห็นอกเห็นใจญี่ปุ่นอยู่ โดยเจฟฟรีย์ คิงสตัน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียศึกษา จากมหาวิทยาลัยเทมเปิล กล่าวว่า สหรัฐยังให้การช่วยเหลือญี่ปุ่น อย่างเต็มที่ แต่ทว่าถ้าหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข และไม่สามารถยุติลงได้ในราวปลายเดือน มิ.ย.นี้ ความเห็นอกเห็นใจที่มีอยู่ก็จะถูกกัดกร่อนลง และก็จะเกิดความไม่พอใจญี่ปุ่นขึ้นทั่วโลกแทน
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเคยยอมรับว่าได้จัดการอย่างล่าช้า และสื่อสารกับทั่วโลกได้อย่างไม่เพียงพอในช่วงแรกที่เกิดวิกฤตนิวเคลียร์ขึ้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ได้ย้ำว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับให้กับทั่วโลกอย่างเพียงพอโดยไม่ล่าช้าอีกต่อไป







