
ทะเลเปื้อนรังสี อาหารญี่ปุ่นในวันหัวใจถูกทำลาย
เมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสิ่งแรกที่สามารถนึกถึงนอกจากความเป็นระเบียบ และวิถีแห่งซามูไรแล้ว
เมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสิ่งแรกที่สามารถนึกถึงนอกจากความเป็นระเบียบ และวิถีแห่งซามูไรแล้ว
อาหารญี่ปุ่นนับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกสามารถจดจำถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยเอกลักษณ์ของรสชาติที่ดึงเอาความสดของวัตถุดิบจากทะเลเป็นหลักในการประกอบอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างซูชิ
เมื่ออาหารทะเลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำอาหาร ดังนั้น ทันทีที่มีการประกาศค้นพบการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในอาหารทะเล จึงไม่แตกต่างอะไรกับการปักมีดลงบนหัวใจของการทำอาหารญี่ปุ่น
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ การค้นพบปลาที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีจึงนับเป็นเหตุหายนะสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้
ผู้จัดการร้านซูชิยอดนิยมแห่งหนึ่งซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วเกาะญี่ปุ่นถึงกับส่ายหน้ามืดแปดด้าน ด้วยไม่อาจสามารถคาดเดาเหตุการณ์ในภายภาคหน้าได้ หากสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นทุกที เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็ส่งผลให้ลูกค้าหายไปกว่าสามเท่าจากจำนวนปกติที่ควรจะเป็น
“มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินกว่าที่พวกเราจะอยากคิดถึงมัน” ผู้จัดการร้านกล่าว
เวลาเกือบสี่อาทิตย์ที่ผันผ่านหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้จู่โจมระบบทำความเย็นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ เป็นอัมพาต บรรดาเจ้าหน้าที่พนักงานต่างยังคงดิ้นรนหาทางป้องกันหายนภัยจากระเบิดปรมาณูลูกนี้อย่างแข็งขัน
แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนี้ แต่ทว่า การตระหนักว่าได้มีการค้นพบการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในเหล่าอาหารทะเลที่รับประทานกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 126 ล้านคนอดประหวั่นพรั่นพรึงด้วยความวิตกไม่ได้
สัญญาณเตือนถึงการปนเปื้อนดังขึ้นเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เมื่อมีการตรวจพบรังสีไอโอดีนในปลาตัวเล็กๆ อย่างปลาโคนาโงะ หรือปลาไข่ ซึ่งจับได้ที่บริเวณนอกชายฝั่งอิบารากิ ทางตอนใต้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ส่งผลให้กิจกรรมการจับปลาทุกชนิดบริเวณน่านน้ำนี้หยุดชะงัก
สำนักข่าวจิจิ เพรส ของญี่ปุ่นรายงานว่า แม้ระดับกัมมันตรังสีบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะลดลง แต่ไอโอดีน 131 ยังมีความเข้มข้นสูงถึง 1.4 แสนเท่า เกินกว่ามาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับกัมมันตรังสีตัวอื่น อย่าง ซีเซียม ที่ยังคงน่ากังวลอยู่เช่นกัน
แม้ว่าทางกรมประมงของญี่ปุ่นจะประกาศยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการขายปลาทะเลที่ไม่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภคอย่างแน่นอน เนื่องจากกลุ่มสหกรณ์ประมงท้องถิ่นได้หยุดกิจกรรมทุกอย่างด้านการจับสัตว์น้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ถึงกระนั้นการรับรองอย่างแข็งขันกลับไม่ได้ช่วยอะไรมากนักกับธุรกิจค้าปลาและสัตว์ทะเลของประเทศ และผลกระทบดังกล่าวยังแผ่ขยายเป็นวงกว้างสร้างความร้าวฉานให้กับตลาดค้าส่งปลาแหล่งใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ ตลาดทซึคิจิ (Tsukiji)
พ่อค้าส่งปลาในตลาดดังกล่าวถึงกับทอดถอนใจด้วยความรู้สึกย่ำแย่ที่ถาโถมเข้าใส่ทุกวันที่เปิดตลาดขายปลา เพราะต้องเผชิญหน้ากับสภาพรายได้ที่ลดน้อยถอยลงมากกว่า 80% จนน่าใจหาย กับข่าวลือมากมายเกี่ยวกับอาหารทะเลปนเปื้อนรังสีที่ชวนให้ปวดหัว
สาเหตุที่ข่าวลือเรื่องอาหารทะเลปนเปื้อนกัมมันตรังสีเหล่านั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและร้อนแรงยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เป็นเพราะเรื่องดังกล่าวเสมือนฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนประเทศญี่ปุ่นอยู่เสมอ
หากตรวจสอบกันตามประวัติศาสตร์โลกที่มีการบันทึกมาอย่างยาวนาน ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นชาติแรกและชาติเดียวที่เคยลิ้มรสความรุนแรงที่แท้จริงของระเบิดปรมาณู และผลกระทบที่ทิ้งร่องรอยบาดแผลอย่างโหดร้ายมาอย่างยาวนาน และเหลือทิ้งไว้เพียงเรื่องเล่าที่สร้างความหวาดหวั่นภายในใจถึงด้านมืดของเทคโนโลยีนิวเคลียร์
เป็นเรื่องเล่าที่ยาวนานกว่า 65 ปี นับตั้งแต่การระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ
นอกจากนี้ หลังเหตุการณ์เลวร้ายของระเบิดปรมาณูที่เกิดขึ้น ภาพที่ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญ คือหายนะครั้งเลวร้ายที่สุดด้านการสาธารณสุข เช่นเดียวกับช่วงหลังสงครามที่ผู้คนนับพันต้องกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยด้วยพิษของปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารทะเล จากการปล่อยสารเคมีอันตรายลงสู่ท้องทะเลในช่วงปี 2493 และ 2503
จากการที่ต้องเผชิญหน้ากับความร้ายแรงของปรมาณู และได้รู้ซึ้งเป็นอย่างดีถึงผลกระทบต่อชีวิตของอาหารปนเปื้อนสารพิษในอดีตที่ผ่านมา ส่งผลให้เหตุผลเหล่านั้นหนักแน่นเพียงพอที่จะทำให้คนญี่ปุ่นทั้งหวาดกลัวและขยะแขยง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความหวั่นเกรงต่อระดับการปนเปื้อนในอาหารทะเล นาโอมิ ฮารากูชิ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหาร สำนักสวัสดิการสังคมและสาธารณสุขของโตเกียว ซึ่งคอยดูแลความสะอาดและอนามัยของตลาดค้าปลาทซึคิจิ ตลาดค้าส่งปลาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า ตลาดทซึคิจิได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพที่เลวร้ายที่สุดแล้ว
“ปัจจุบันนี้ เรายังไม่มีแผนที่จะตรวจสอบปลาในตลาดทซึคิจิ แต่เราได้มีแผนเตรียมตัวรับมือไว้เรียบร้อยแล้วในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น” ฮารากูชิ กล่าว
ทว่า เมื่อพินิจพิเคราะห์ให้ลึกลงไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือผู้ประกอบการประมงท้องถิ่นในพื้นที่ใกล้บริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ โดยทันทีที่สิ้นเสียงประกาศยืนยันการตรวจพบกัมมันตรังสีในอาหารทะเล สำหรับผู้ที่พึ่งพาอาศัยทะเลในการหล่อเลี้ยงชีวิต เสียงดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับคำสั่งประหารปลิดชีวิต
แม้ว่าอาหารส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นจะเป็นการนำเข้าจากภายนอก แต่ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ส่งออกอาหารมากที่สุดเช่นเดียวกัน โดยผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งออกหลักๆ คือ ผลไม้ ผัก นม และอาหารทะเล โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ญี่ปุ่นมีปริมาณการส่งออกอาหารประมาณ 2 แสนตันต่อปี โดยตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่นคือ ฮ่องกง สหรัฐ และจีน เฉพาะอาหารทะเลมีมูลค่าสูงถึง 1.95 แสนล้านเยน (ราว 7 ล้านบาท) ตามที่กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมงของญี่ปุ่นประเมินไว้เมื่อปี 2553
แทบไม่ต้องคำนวณเลยว่าสิ่งที่ชาวประมงได้รับจะหนักหนาสาหัสเพียงใด
ยิ่งเมื่อบริษัท การไฟฟ้าโตเกียว หรือเทปโค ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับที่ออกมาประกาศปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีมากกว่าหมื่นตันลงสู่ทะเล หรือปริมาณเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกถึง 5 สระ นั่นยิ่งเป็นการกระทืบเหยียบย่ำหัวใจของชาวประมง
“ถ้าพวกเราปล่อยน้ำเสียหรือสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ เราโดนจับแน่ๆ แต่เทปโคกลับไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ มันยุติธรรมแน่แล้วหรือ” โยชิอากิ ไซโต ชาวประมงผู้ค้าปลามากว่า 40 ปี กล่าว โดยไม่วายเผื่อแผ่ความโกรธนี้ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น
ทั้งนี้ แม้ว่าชาวประมงทั่วประเทศ นำโดย อิคุฮิโระ ฮัตโตริ ประธานสมาพันธ์สหกรณ์ประมงแห่งชาติจะร้องขอให้ยุติการกระทำนี้โดยพลัน แต่ทางเทปโคก็ยังเดินหน้าต่อไป โดยยืนยันแข็งขันว่าความเข้มข้นของรังสีในน้ำที่ปล่อยไปจะอยู่ในปริมาณที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับปริมาตรของน้ำทะเล กับกระแสคลื่น จนสามารถเชื่อได้ว่า จะมีผลกระทบต่อปลาในปริมาณจำกัด
ยิ่งหน่วยงานของรัฐอย่างกรมประมงระบุว่าสารโพแทสเซียม และซีเซียม ที่เข้าสู่ตัวปลาสามารถขับออกมาทางปัสสาวะและเหงือก ดังนั้น ไม่มีการสะสมอยู่ในปลาแน่นอน นอกจากนี้ กัมมันตรังสีประเภทไอโอดีน ซึ่งสามารถส่งผ่านถึงมนุษย์ได้หากมีการสะสมในตัวปลา สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติในระยะเวลาเพียง 8 วัน แต่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อมนุษย์ หากอาหารที่มีการปนเปื้อนไอโอดีนได้รับการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น จึงไม่ควรเสี่ยงที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เก็บเกี่ยวได้จากพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากการปนเปื้อนรังสี
คำถามและข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารทะเลกับจำนวนน้ำปนเปื้อนมหาศาลที่ปล่อยทิ้งลงทะเลได้ทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างไม่เหลือชิ้นดี แม้ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหามาตรการตรวจสอบการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีในปลาและอาหารทะเลที่จับได้นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ในบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกุชิมา ไดอิชิ แบบวันต่อวัน และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
คาซุมิ เนโมโตะ เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านประมงจากนากามินาโตะ หนึ่งในท่าเรือของเมืองอิบารากิ เมืองท่าด้านการประมงที่ใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของประเทศ กล่าวว่า การตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีการพบกัมมันตรังสีใดๆ ในปลาที่จับได้ แต่ชาวประมงในพื้นที่ก็ไม่สามารถออกไปหาปลาได้เนื่องจากนายหน้าค้าปลา และร้านค้าปลีกรายย่อยต่างพร้อมใจกันส่ายหน้าปฏิเสธปลาที่หาได้จากพื้นที่ดังกล่าว
แน่นอนว่าทางเทปโคต้องมีการชดเชยต่อชาวประมงอย่างสาสมกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่บรรดาชาวประมงในฟูกุชิมาต่างรู้ดีว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นมีมูลค่ามากมายเกินกว่าที่เงินจะทดแทนได้ และมาตรการใดๆ ก็ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้บริโภคกลับมาเชื่อมั่นในอาหารญี่ปุ่นได้อีกครั้ง
เพราะเมื่อความกลัวในใจของผู้บริโภคสั่งสมทวีคูณขึ้นทุกวัน ร้านอาหารญี่ปุ่นจำต้องเตรียมตัวรับมือปรับตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อความกลัวนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจส่งผลให้ร้านอาหารแต่ละร้านจะต้องงัดเอาวิธีการขั้นตอนที่ไม่มีใครคาดคิดมาใช้
ทั้งนี้ หนึ่งในผู้จัดการร้านซูชิบาร์ในญี่ปุ่นระบุว่า หากสถานการณ์เลวร้ายขีดสุดเกินเยียวยา ทางร้านอาจจะต้องใช้เครื่องไกเกอร์ เคาน์เตอร์ (Geiger Counter) เครื่องตรวจวัดระดับกัมมันตรังสี เพื่อคลายความวิตกกังวลให้กับบรรดาลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด หากสถานการณ์เลวร้ายนี้ยังคงยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น นั่นอาจหมายถึง การเปลี่ยนแปลงวิถีการกินอาหารของญี่ปุ







