
จะใช้อะไร
ผมเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะถูกต่อต้านมากขึ้นหลังจากที่โลกได้เห็นถึงอันตราย และความเสี่ยงจากนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นแม้ว่าจะเป็น “กรณีสุดวิสัย” ก็ตาม
ผมเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะถูกต่อต้านมากขึ้นหลังจากที่โลกได้เห็นถึงอันตราย และความเสี่ยงจากนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นแม้ว่าจะเป็น “กรณีสุดวิสัย” ก็ตาม
ทำไมต้องใช้นิวเคลียร์? เมื่อวานผมอธิบายไปแล้วว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากนิวเคลียร์นั้นมีความเสถียร คงที่ กำลังแรง และมีราคาถูกในระยะยาว เหมาะสำหรับประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการความมั่นคงทางพลังงาน
สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี พวกนี้ใช้พลังงานนิวเคลียร์กันทั้งนั้น
แต่เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการต่อยอดเศรษฐกิจจึงหันไปเลือกนิวเคลียร์กันมากขึ้น อย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม
แม้กระทั่งพม่าก็มีข่าวลือว่ากำลังเสาะหานิวเคลียร์เหมือนกัน
แต่อันตราย และจุดอ่อนของนิวเคลียร์ก็มีอยู่ คือ ขยะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ซึ่งก็คือขยะที่เกิดจากการผลิตพลังงานประเภทนี้ ซึ่งถ้าเกิดการรั่วไหล ก็จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ร้ายแรง ทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้ก่อมะเร็ง
แต่ถ้าไม่เอานิวเคลียร์ แล้วจะใช้อะไรแทน ส่วนหนึ่งโลกก็หันไปหาพลังงานสีเขียวที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานใต้พิภพ พลังงานจากการเผาขยะ เป็นต้น
แต่การผลิตพลังงานพวกนี้ก็มีจุดอ่อนยิ่งกว่า คือ ผลิตไฟฟ้าได้ไม่คงที่นัก และเทคโนโลยีแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ได้ พลังงานเหล่านี้คือเป็นได้แค่พลังงานทางเลือก
ครั้นจะผลิตพลังงานจากถ่านหิน ก็จะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนในระดับรุนแรง ทำลายชั้นบรรยากาศโลก ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นพลังงานที่ไม่สะอาด
ครั้นจะใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ก็ต้องปวดใจกับราคาที่พุ่งขึ้นเอาทุกวันๆ
นี่แหละครับ โลกมาถึงทางแยก ว่าจะเดินไปข้างหน้ากับการผลิตพลังงานจากไหน
ถ้ายังต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้า อุตสาหกรรมพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์
หรือถ้ายังกลัวอยู่ก็ต้องทนใช้ไฟฟ้าจากน้ำมันราคาแพงกันต่อไป
แต่ถ้าน้ำมันก็ไม่เอา นิวเคลียร์ก็กลัว เทคโนโลยีพลังงานจากธรรมชาติก็มีราคาแพงได้ไม่สม่ำเสมอถ่านหินก็ทำให้เกิดโลกร้อน
สุดท้ายถ้าจะไม่เอานิวเคลียร์ ยอมใช้พลังงานสะอาด ซึ่งปลอดภัยต่อทั้งสิ่งแวดล้อม ต่อโลก และมนุษย์
ก็ต้องทนประหยัดกันครับ จะเปิดแอร์กันทุกวัน จะขับรถกันแบบ 1 คน 1 คัน ฟุ่มเฟือยดั่งในปัจจุบันต่อไปไม่ได้
ไม่เช่นนั้นก็ต้องทนกับไฟฟ้าราคาแพงกันต่อไปนั่นแหละครับ







