
ซาอุฯเดือด-รัฐคุมเข้มเมืองหลวง
สถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียตึงเครียด ตำรวจระดมกำลังคุมเข้มป้องกันเหตุรุนแรง หลังเกิดการปะทะเดือดในเมืองทางตะวันออกของประเทศ
สถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียตึงเครียด ตำรวจระดมกำลังคุมเข้มป้องกันเหตุรุนแรง หลังเกิดการปะทะเดือดในเมืองทางตะวันออกของประเทศ
นับตั้งแต่เช้ามืดของวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. สถานการณ์ในซาอุฯ ตึงเครียดขึ้นอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มกำลังคุมเข้มในพื้นที่กรุงริยาด เมืองหลวงของประเทศ รถตำรวจหลายสิบคันจอดล้อมพื้นที่โอลายา ศูนย์กลางทางธุรกิจ ขณะที่รถตำรวจออกลาดตระเวนไปทั่วเมืองพร้อมตั้งจุดตรวจดักค้นรถยนต์ที่ผ่านเข้าพื้นที่สำคัญๆ ในเมืองหลวง
ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 10 มี.ค. เกิดเหตุตำรวจยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายร้อยคนในเมืองกาตีฟ ทางตะวันออกของประเทศ โดยผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งยิงปืนและขว้างระเบิดเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วง
กลุ่มสิทธิมนุษยชนของซาอุฯ ออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
กระทั่ง ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ออกมาปฏิเสธการสลายการชุมนุมโดยระบุว่า ตำรวจจำเป็นต้องยิงเข้าใส่กลุ่มประท้วงเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ทางการซาอุฯ อธิบายถึงเหตุการณ์ว่า ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงเปิดศึกยิงฝ่าฝูงชนเข้าใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงโต้ตอบกลับ ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มีชาย 3 คน ได้รับบาดเจ็บจากความพยายามใช้กำลังสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ชาวซาอุฯ จำนวนมากมีการนัดแนะและวางแผนที่จะรวมตัวครั้งใหญ่ผ่านโลกออนไลน์ในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. โดยเรียกว่าเป็น “วันแห่งความเดือดดาล” (Day of Rage) หรือ “11 มี.ค.ปฏิวัติซาอุฯ” เพื่อเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยให้ฝ่ายปกครองและสมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์มาเป็นเวลานาน โดยที่ราชวงศ์เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกในสภาทั้งหมด
ตามหมายกำหนดการที่มีการนัดแนะกันผ่านโลกออนไลน์ ชาวซาอุฯ จะออกมารวมตัวประท้วง หลังการสวดมนต์ประจำวันศุกร์
กลุ่มนักเขียน นักวิชาการ และตัวแทนของกลุ่มนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยในซาอุฯ เรียกร้องให้กษัตริย์อับดุลลาห์นำพาประเทศสู่ความเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือปรมิตตาญาสิทธิราชย์ (Constitutional Monarchy) และฟังเสียงของประชาชนมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากนโยบายต่างๆ ของรัฐกว่า 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“ความต้องการในการปฏิวัติทางการเมืองจะทวีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงที่ประชาธิปไตยกำลังหยั่งรากลึกในภูมิภาค ถ้าผู้ครองอำนาจไม่ทำการใดๆ ความตึงเครียดทวีพอกพูนขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มหัวก้าวหน้าในประเทศ” โทมัส ฮักกัมเมอร์ นักวิจัยอาวุโสจากนอร์เวย์ กล่าว
ความรุนแรงในซาอุฯ เป็นที่จับจ้องของนานาชาติ เนื่องจากซาอุฯ คือประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สำคัญของโลก และยังเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอาหรับอีกด้วย
เบน โรดส์ ที่ปรึกษาระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐออกมาระบุว่า สหรัฐจะเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ในซาอุฯ อย่างใกล้ชิด







