
จีนเสี่ยงจมวิกฤตแบงก์ในอีก2ปี
เหตุปล่อยกู้กระฉูดอสังหาฯพุ่งกูรูจีนมั่นใจวิกฤตศก.ไม่รีเทิร์น
เหตุปล่อยกู้กระฉูดอสังหาฯพุ่งกูรูจีนมั่นใจวิกฤตศก.ไม่รีเทิร์น
ฟิทช์เตือนภาคธนาคารจีนเสี่ยงดิ่งเหวใน 2 ปี กูรูจีนสวนไม่มีทาง
ริชาร์ด ฟ็อกซ์ ผู้อำนวยการอาวุโสของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ในกรุงลอนดอน เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 60% ที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการเงินในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการปล่อยกู้ที่สูงเกินเพดาน และฟองสบู่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป
“ฟิทช์เห็นถึงความไม่สมดุลในงบดุลของธนาคารจีน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์” ฟ็อกซ์ ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในช่วงปี 25522553 ธนาคารจีนมีอัตราการปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สูงเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 17.5 ล้านล้านหยวน (ราว 80.8 ล้านล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลก
นอกจากนี้ ฟิทช์ยังพบประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อีกถึงราว 60% ที่ถูกหั่นลดระดับตามดัชนีเอ็มพีไอ 3 ซึ่งเป็นระบบการตรวจสอบของฟิทช์นั้น ยังอยู่ในข่ายที่เสี่ยงเผชิญกับวิกฤตภาคการเงินในอีก 3 ปีข้างหน้าด้วย ซึ่งจีนถูกลดระดับลงมาอยู่ในข่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว
ฟิทช์ ยังพบว่า ภาคการธนาคารของประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อแรงกดดันในระบบมากขึ้น เนื่องจากอัตราการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับสูงเกินกว่า 15% ต่อปี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กอปรกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงมากกว่า 5% ขณะที่อัตราการขยายตัวของสินเชื่อภาคสถาบันการเงินของจีนในช่วงปี 25512552 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 18.6%
อย่างไรก็ตาม หลี่ผูหมิง โฆษกคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เชื่อมั่นว่า จีนจะไม่เผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้งแน่นอน แต่ได้เตือนว่ารัฐบาลต้องเร่งควบคุมเงินเฟ้อ พร้อมตัดลดโครงการลงทุนที่มากเกินไป และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
“ก่อนอื่นคุณสามารถมั่นใจได้ว่าจีนจะไม่เผชิญกับการถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้ง” หลี่ กล่าวในการแถลงข่าวออนไลน์ ซึ่งโพสต์บนหน้าเว็บไซต์ของรัฐบาล
ทั้งนี้ หลี่ กล่าวด้วยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่องกอปรกับศักยภาพที่แข็งแกร่งของจีนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ภายหลังเมื่อปีที่แล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงราว 10% ช่วยให้จีนสามารถโค่นญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นประเทศมหาเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกได้สำเร็จ







