
แผนสันติภาพส่อล้มบอมบ์กบฏ
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลลิเบียยันไม่รับการเจรจา หากกัดดาฟียังไม่ก้าวลงจากอำนาจ ขณะที่ทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกของประเทศยังปะทะเดือด เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่มต่อต้าน คุมเข้มพื้นที่เมืองหลวง
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลลิเบียยันไม่รับการเจรจา หากกัดดาฟียังไม่ก้าวลงจากอำนาจ ขณะที่ทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออกของประเทศยังปะทะเดือด เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีกลุ่มต่อต้าน คุมเข้มพื้นที่เมืองหลวง
กลุ่มผู้ประท้วงไม่ยอมรับข้อเสนอเจรจาสันติภาพ ซึ่งทาง ฮูโก ซาเวซ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สหายคนสนิทของกัดดาฟีเสนอ
“ถ้ามีการเจรจาเกิดขึ้น ก็จะเจรจาในเรื่องเดียวเท่านั้นคือ กัดดาฟีจะออกจากประเทศหรือจะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างไร เพื่อให้เรารักษาทุกๆ ชีวิตไว้ได้ ไม่มีการเจรจาในเรื่องอื่นๆ” อาห์เหม็ด จาบรีอัล ผู้ช่วยอดีตรัฐมนตรียุติธรรมของลิเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำคนสำคัญของสภาประชาชนแห่งชาติลิเบียของกลุ่มผู้ประท้วงทางตะวันออกของประเทศกล่าวยืนยัน
ทั้งนี้ สถานการณ์ในลิเบียยังคงไม่มีทีท่าจะเพลาลง โดยกองกำลังของรัฐบาลตั้งด่านคุมเข้มหลายจุดในพื้นที่เมืองตริโปลี เมืองหลวงของประเทศ เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้ประท้วงกำลังพยายามรุกคืบเข้ายึดเมืองหลวง
ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้นักข่าวต่างชาติออกจากโรงแรมในกรุงตริโปลี โดยอ้างเหตุผลว่าอาจจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นจากการปะทะของกลุ่มอัลกออิดะห์
ขณะที่สำนักข่าวอัล อราบิยา รายงานว่า กองกำลังของผู้นำลิเบียได้ทิ้งระเบิดรอบใหม่ในเมืองเบรกา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ ห่างจากเมืองตริโปลีราว 800 กิโลเมตร เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา
สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่ระบุว่า มีหลักฐานชี้ว่ากองกำลังของกัดดาฟีได้ทิ้งลูกกระสุนปืนใหญ่จริง แต่ยังคงไม่มีจุดที่แน่ชัดว่ามีการพุ่งเป้าโจมตีกลุ่มกบฏหรือไม่
การโจมตีด้วยเครื่องบินรบทางฝั่งตะวันออกของประเทศเกิดขึ้นติดต่อกับเป็นวันที่ 3 แล้ว ซึ่งกลุ่มกบฏทางตะวันออกได้เรียกร้องให้นานาชาติออกมาตรการห้ามบิน (NoFly Zone)
ด้านกลุ่มกบฏที่เมืองซาวิยาห์ เมืองท่าทางตะวันตกของกรุงตริโปลียังคงปะทะกับกองกำลังของรัฐบาล และออกเตือนว่าเวชภัณฑ์และนมสำหรับเด็กใกล้หมดเต็มทีแล้ว
“โมอัมมาร์ กัดดาฟี ไร้ความชอบธรรมทางกฎหมายในการเป็นผู้นำ และต้องออกจากตำแหน่ง” ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐกล่าวแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในลิเบียว่า จะกลายเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงขึ้นจากการปะทะของสองฝ่ายต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก
ขณะที่สหรัฐ ฝรั่งเศส กำลังระดมความช่วยเหลืออพยพผู้คนราว 1.8 แสนคน ซึ่งส่วนมากเป็นแรงงานต่างชาติที่ลี้ภัยสงครามในลิเบีย และระหกระเหินมาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอียิปต์และตูนิเซีย
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่า มีผู้ลี้ภัยทะลักเข้าไปยังอียิปต์ราว 8.3 หมื่นคน และเข้ามาในตูนิเซียอีกราว 9.5 หมื่นคน
นานาชาติกำลังกดดันทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สถานการณ์ในลิเบียรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความกังวลว่าจะส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยทะลักเข้าไปยังยุโรปและสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียออกมาคัดค้านมาตรการห้ามบินที่สหรัฐและยุโรปพยายามผลักดันแล้ว โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการใช้กำลังกับลิเบีย พร้อมทั้งระบุว่า หลายประเทศ อาทิ รัสเซีย อินเดีย และจีน ก็ยังสงวนท่าทีในเรื่องดังกล่าวด้วย







