
กัดดาฟี จนตรอกถูกล้อมทั้งนอกทั้งใน โอมานส่อเค้าแดนมิคสัญญีรายต่อไป
กัดดาฟี กลายเป็นเสือติดจั่น จนมุมในกรุงตริโปลี หลังจากกลุ่มต่อต้านเข้ายึดเมืองหลักในภาคตะวันตกใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุด ส่อเค้าเตรียมบุกถล่มอีกไม่นาน ขณะที่ยอดผู้อพยพหนีตายทะลุเรือนแสนคน
กัดดาฟี กลายเป็นเสือติดจั่น จนมุมในกรุงตริโปลี หลังจากกลุ่มต่อต้านเข้ายึดเมืองหลักในภาคตะวันตกใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุด ส่อเค้าเตรียมบุกถล่มอีกไม่นาน ขณะที่ยอดผู้อพยพหนีตายทะลุเรือนแสนคน
กลุ่มติดอาวุธที่ลุกขึ้นต่อต้าน โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย บุกเข้ายึดเมืองซาวิยาห์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงตริโปลีไปทางตะวันตกเพียง 50 กิโลเมตร นับเป็นการโอบล้อมจากทางภาคตะวันตก ที่ใกล้กับฐานที่มั่นสุดท้ายของกัดดาฟี ในเมืองหลวงมากที่สุด หลังจากที่ภาคตะวันออกตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายต่อต้านโดยสิ้นเชิงแล้ว
ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ส รายงานว่า กลุ่มผู้ต่อต้านกัดดาฟีพากันขึ้นไปติดธงสีแดง เขียว และดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้าน ที่ด้านบนของอาคารหลังหนึ่งกลางเมืองซาวิยาห์ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการปะทะกันของกองกำลังต่อต้านและสนับสนุนผู้นำลิเบีย ขณะที่ฝูงชนอีกหลายร้อยคนรวมตัวกันร้องตะโกนประกาศการปฏิวัติโดยประชาชน
“เมืองซาวิยาห์เป็นอิสระเช่นเดียวกับเมืองมิสราตาและเมืองเบงกาซี (ทางภาคตะวันออก) กัดดาฟีบ้าคลั่งไปแล้ว คนของเขาถึงกับใช้ปืนอาร์พีจียิงใส่เรา” ชายคนหนึ่งกล่าวกับรอยเตอร์ส พร้อมเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คน ระหว่างที่กลุ่มต่อต้านปะทะเข้ากับกองกำลังสนับสนุนกัดดาฟี ขณะที่ชายอีกรายวอนขอความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และย้ำว่ากัดดาฟีไม่มีหนทางอื่นอีกต่อไปนอกจากจะต้องสละอำนาจ
ขณะเดียวกัน ผู้นำลิเบียยังต้องเผชิญกับแรงบีบคั้นจากรอบด้าน เนื่องจากไม่สามารถหลบหนีจากประเทศได้อีกต่อไป หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มีมติให้อายัดทรัพย์สินของกัดดาฟี ทายาท และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลลิเบีย อีกทั้งยังสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ฐานมีส่วนกับการสังหารหมู่ประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน
ขณะที่ฐานที่มั่นของกัดดาฟีถูกโอบล้อมจากทุกด้าน สถานการณ์ในกรุงตริโปลียิ่งปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความน่าสะพรึงกลัว เมื่อกองกำลังสนับสนุนผู้นำลิเบียพยายามติดอาวุธให้กับพลเรือนในเมืองหลวง เพื่อหวังให้ร่วมสกัดกั้นกลุ่มต่อต้านที่รุกคืบใกล้เข้ามา
อีกทั้งประชาชนในเมืองหลวงยังพยายามป้องกันตนเอง ด้วยการติดตั้งแนวขวางกั้นในหลายพื้นที่ โดยใช้สิ่งของเท่าที่พอหาได้ รวมถึงต้นปาล์มสวยงามที่เคยประดับประดาไปทั่วเมืองยังถูกโค่นลงมากีดขวางเส้นทางเข้าออกกรุงตริโปลีและอาคารบ้านเรือนหลายแห่ง ท่าม กลางการลาดตระเวนอย่างเข้มงวดของกลุ่มอันธพาลติดอาวุธที่ให้การสนับสนุนกัดดาฟี
ขณะที่ชาวต่างชาติที่ยังพำนักอยู่ในกรุงตริโปลีพยายามหนีตายจากเมืองหลวงที่ถูกโอบล้อมจากกลุ่มต่อต้าน สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เปิดเผยว่า ยอดผู้อพยพหลบหนีความวุ่นวายจากลิเบียเข้าไปยังตูนิเซียและอียิปต์ พุ่งขึ้นถึง 1 แสนคน นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยแต่ละประเทศต้องแบกรับผู้อพยพราวครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมด และกำลังเผชิญกับวิกฤตเร่งด่วนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพเหล่านี้
ทั้งนี้ มุสตาฟา อับเดล จาลิล อดีตรัฐมนตรียุติธรรมของลิเบีย ซึ่งลาออกจากคณะรัฐบาลเพื่อประท้วงการสังหารหมู่ ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของลิเบียขึ้นที่เมืองเบงกาซี โดยจะมีผู้แทนมาจากกองทัพและพลเรือนเข้าร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ เตรียมบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวนาน 3 เดือนหลังจากเหตุการณ์สงบลง ก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งต่อไป ขณะที่ อาลี โอจาลี ทูตลิเบียประจำสหรัฐ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับกัดดาฟี เตรียมเดินสายไปตามประเทศต่างๆ เพื่อขอแรงสนับสนุนจากประชาคมโลกให้กับรัฐบาลเฉพาะกาลชุดนี้
ด้านเหตุจลาจลที่ระเบิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ล่าสุด เกิดการปะทะระลอกใหม่ในตูนิเซียระหว่างกลุ่มวัยรุ่นกับกองกำลังรักษาความมั่นคงในกรุงตูนิส หลังจากที่กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลเฉพาะกาลที่เข้าบริหารประเทศต่อจากอดีตประธานาธิบดี ซิเน เอล อาบิดีน เบน อาลี ที่ลี้ภัยออกจากประเทศเมื่อเดือน ม.ค. ซึ่งการปะทะกันล่าสุด ต่อเนื่องจากการประท้วงยืดเยื้อเป็นวันที่ 3 และยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกัน การประท้วงในโอมานส่อเค้าความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อประชาชนอย่างน้อย 1,000 คน รวมตัวกันที่เมืองโซฮาร์ ห่างจากกรุงมัสกัต ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 200 กิโลเมตร โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันการปฏิรูปทางการเมืองและค่าแรงที่สูงขึ้น จนกระทั่งผู้ประท้วงปะทะเข้ากับกำลังตำรวจและเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่
ล่าสุด การปะทะกันยังผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 คน จากกระสุนยางที่ยิงโดยตำรวจปราบจลาจล และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 คนในลักษณะเดียวกัน นับเป็นสัญญาณความรุนแรงยืดเยื้อที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโอมาน ซึ่งนับเป็นประเทศที่เกิดเหตุรุนแรงไม่บ่อยครั้งนัก







