
ถึงทางแยก
สิ่งที่บรรดาซีอีโอของบริษัทชั้นนำของโลกกำลังหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ก็คือ เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางการเงินใหม่ที่อาจจะถูกเปลี่ยนเปลงไปจากเดิม....
สิ่งที่บรรดาซีอีโอของบริษัทชั้นนำของโลกกำลังหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ก็คือ เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางการเงินใหม่ที่อาจจะถูกเปลี่ยนเปลงไปจากเดิม....
โดย...ธนพล ไชยภาษี
บริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ เปิดเผยผลสำรวจซีอีโอชั้นนำของโลกที่การประชุมฟอรัม เศรษฐกิจที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ผลที่น่าสนใจครับ ซีอีโอ 4 ใน 5 คน บอกว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ๆๆๆๆๆๆ มาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่กำลังจะออกมา หรือที่กำลังจะถอนไปนั้น อาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุดลง
เรียกได้ว่า โลกกำลังอยู่บนทางแยกว่าจะเดินไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เดินหน้าสู่การฟื้นตัวแบบที่กฎเกณฑ์อะไรยังเป็นไปแบบเดิมๆ และรัฐบาลจะต้องเจอกับปัญหาขาดดุลงบประมาณและปัญหาหนี้มากขึ้น
หรือจะเลี้ยวขวาเลือกการประหยัดลดการใช้จ่ายของภาครัฐ และออกมาตรการใหม่ๆ ออกมาให้กลไกของภาคการเงินของโลกรัดกุมขึ้นเพื่อป้องกันวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
หากนำมาขยายความจะเห็นชัดครับว่าสภาพเศรษฐกิจโลกกำลังเจอกับสภาพที่กำลังขัดแย้งกันเองอยู่ในตัวขณะนี้ ดังที่บอกเอาไว้ข้างต้นคือ เลือกที่จะฟื้นตัว หรือเลือกที่จะเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มีความรัดกุม และปลอดภัยต่อทุกคนมากขึ้น
สิ่งที่บรรดาซีอีโอของบริษัทชั้นนำของโลกกำลังหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ก็คือ เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางการเงินใหม่ที่อาจจะถูกเปลี่ยนเปลงไปจากเดิม หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐและกลุ่มประเทศ จี20 ต่างพยายามที่จะหาทางปฏิรูประบบการเงินขึ้นใหม่เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ จากการลงทุน
เห็นได้ชัดกับแนวทางของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เดินหน้าแผนการแยกธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการลงทุนออกจากกันเด็ดขาด
แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการถอยหลังลงคลอง แต่โอบามาก็เห็นว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากธนาคารต่างๆ ที่อาจจะลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งหากพลาดขึ้นมาก็จะกระทบกระเทือนไปทั้งระบบดังที่เคยเป็นมาครับ
แต่เงื่อนไขนี้ก็สวนทางกับความต้องการของแบงก์เอง ที่ยังเห็นว่าการลงทุนนั้นเป็นช่องทางหารายได้ที่สำคัญ และแผนการนี้เองก็อาจจะทำให้ธนาคารไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ และจะส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ของแบงก์ด้วย
นี่คือตัวอย่างของความขัดแย้งข้อแรก ซึ่งไม่เพียงมีแต่เท่านี้ครับ
ในขณะนี้ที่หลายองค์กรเศรษฐกิจโลกบอกปาวๆ ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเดินหน้าสู่การฟื้นตัว แต่ก็ย้ำชัดกันว่า ภาครัฐเองก็จะต้องไม่ถอนมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
แต่การเดินหน้าทุ่มงบประมาณลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลต่อปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ และตามมาด้วยปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
ญี่ปุ่นคือตัวอย่างหนึ่งของประเทศที่มีปัญหาหนี้สาธารณะมากที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่เพิ่งถูกเตือนว่าอาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง
ส่วนสหรัฐ และอังกฤษ ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันครับ ซึ่งทั้งสองประเทศต่างก็โดนเตือนมาหลายครั้งว่า อาจจะหลุดจากอันดับเครดิตสูงสุดที่ตัวเองถือครองอยู่
นี่แหละครับ เศรษฐกิจโลกกำลังเดินมาถึงทางแยก จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดี จะเลือกแนวทางการดำเนินเศรษฐกิจโลกแบบเดิมๆ ที่สามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแต่มีความเสี่ยงสูงอยู่
หรือจะเลือกแนวทางใหม่ที่รัดกุมมากขึ้น แต่ก้อาจจะสะเทือนต่อรายได้ในกระเป๋ากันไม่น้อย และจะทำอะไรก็อาจจะไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน
เป็นการต่อสู้ระหว่างความพอเพียง และความฟุ่มเฟือยที่โลกยังหาทางออกไม่ได้ครับ







