
ลิเบียระส่ำ ผู้ประท้วงบุกเผาเมืองหลวง เสียงปืนสนั่นนาทีต่อนาที
ลิเบียจลาจลหนัก ผู้ประท้วงบุกเผาอาคารสำคัญในเมืองหลวง ด้านลูกชายผู้นำลิเบียประกาศลั่น บิดาจะสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย
ลิเบียจลาจลหนัก ผู้ประท้วงบุกเผาอาคารสำคัญในเมืองหลวง ด้านลูกชายผู้นำลิเบียประกาศลั่น บิดาจะสู้จนกระสุนนัดสุดท้าย
สถานการณ์ในลิเบียวิกฤตหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประท้วงลุกลามต่อเนื่องในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง หลังเหตุจลาจลในเมืองเบงกาซี เมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลิเบีย ขยายวงเข้าสู่กรุงตริโปลี นครหลวงของประเทศ
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารรัฐบาลกลางในกรุงตริโปลีของลิเบีย
“ฉันเห็นเพลิงกำลังลุกไหม้ People’s Hall ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมเพลิง” ผู้สื่อข่าว กล่าว
ขณะที่พยานในเหตุการณ์กล่าวกับเอเอฟพี ว่ากลุ่มผู้ประท้วงในเมืองหลวงได้บุกเข้าไปขับไล่เจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์อัลจะมาฮิรียะห์ ทู และสถานีวิทยุ อัลชาบาเบีย พร้อมวางเพลิงสำนักงานย่อยของคณะกรรมการราษฎร (People’s Committees) ซึ่งเป็นเสาหลักในการปกครองของลิเบียหลายแห่งตลอดคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีพยานในเหตุการณ์หลายคนเห็นว่า กลุ่มผู้ประท้วงพากันวางเพลิงอาคารสำคัญของรัฐหลายแห่ง รวมทั้งอาคารรัฐสภาและสถานีตำรวจในกรุงตริโปลีตลอดคืนวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า การจะหาแหล่งข่าวอิสระมายืนยันสถานการณ์ในลิเบียขณะนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลลิเบียมีการควบคุมอย่างเข้มงวดต่อการสื่อสาร และไม่ตอบรับคำขอของผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นที่ต้องการเข้าไปรายงานข่าวสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์ทางโทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุจลาจลเริ่มลุกลามเข้ามาในกรุงตริโปลีแล้ว เป็นครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.พ. โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่างออกมาเดินขบวนตามท้องถนนในนครหลวง และตะโกนขับไล่รัฐบาลชุดปัจจุบัน
ขณะเดียวกันยังจุดไฟเผารถยนต์และเปิดฉากยิงปะทะกับกองกำลังรักษาความปลอดภัยด้วย
พยานในที่เกิดเหตุรายหนึ่ง กล่าวว่า มีเสียงปืนดังขึ้นตามท้องถนนในกรุงตริโปลี ในจำนวนนี้บางส่วนถูกยิงจากชายสวมหน้ากากที่ขับรถแล่นไปตามท้องถนน
“เราได้ยินเสียงปืนจากด้านนอก มันดังตลอดทั้งวัน” ประชาชนในชานเมืองทางตะวันออกของกรุงตริโปลีอีกรายหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในกรุงไคโรทางโทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โดยรวมในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 21 ก.พ. ยังเป็นไปอย่างเงียบสงบ แม้จะมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ
ส่วนความคืบหน้าเหตุปะทะเดือดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองเบงกาซีนั้น ล่าสุดพยานในเหตุการณ์ กล่าวว่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประชาชนในเมืองเบงกาซีได้ออกมารวมตัวประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี โมอัมมาร์ กัดดาฟี อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกรงกลัว แม้เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ. เจ้าหน้าที่ได้ใช้ยิงใส่ผู้ประท้วงด้วยกระสุนจริงก็ตาม
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ผู้ประท้วงสามารถยึดเมืองเบงกาซีได้แล้ว ขณะที่ทหารบางคนได้หันไปอยู่ฝ่ายผู้ประท้วง หลังมีการเปิดฉากปะทะรอบใหม่ระหว่างผู้ประท้วงและกองกำลังความมั่นคง ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มแล้วอย่างน้อยราว 25 คน
นอกจากนั้น แหล่งข่าวจากในโรงพยาบาลอัลจัลลา ในเมืองเบงกาซี ยังให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่า ผู้ประท้วงได้ใช้รถบรรทุกระเบิดเป็นอาวุธ พร้อมกับรถถังเข้าโจมตีค่ายทหารในเมืองดังกล่าวด้วย
ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกิดเหตุชาวลิเบียราว 500 คน บุกเข้าไปปล้นสะดมในสถานที่ก่อสร้างของเกาหลีใต้ทางตะวันตกของกรุงตริโปลี ส่งผลให้มีคนงานชาวเกาหลีใต้ 3 คน และบังกลาเทศ 15 คน ได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มีชาวบังกลาเทศ 2 คน ได้รับบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากถูกแทง
“คอมพิวเตอร์และเครื่องจักรกลหนักบางชิ้นถูกขโมยไป แต่เรายังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ในขณะนี้” แบก จูยอน เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ พร้อมระบุว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับเหตุไม่สงบในลิเบียหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง
ทางด้าน เซอิฟ อัลอิสลาม กัดดาฟี บุตรชายของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ออกแถลงการณ์เตือนผ่านทางโทรทัศน์ของทางการเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่า การประท้วงที่รุนแรงอยู่ในฝั่งตะวันออกของประเทศและเริ่มลุกลามเข้ากรุงตริโปลี อาจทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง
พร้อมกันนี้ยังระบุว่า ขณะนี้กัดดาฟีผู้พ่อยังอยู่ในลิเบียและได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ และเป็นผู้นำในการต่อสู้ครั้งนี้
“เราจะสู้จนนาทีสุดท้าย และจนกระสุนนัดสุดท้าย” บุตรชายกัดดาฟี กล่าว
นอกจากนี้ ยังสัญญาที่จะปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตย และจัดให้มีการประชุมสภานิติบัญญัติในวันที่ 21 ก.พ. พร้อมกับยอมรับว่ากองทัพได้ทำการตอบโต้ผู้ประท้วงเกินกว่าเหตุจริง แต่ทว่าได้กล่าวโทษกลุ่มต่อต้านและฝ่ายค้านที่พยายามทำให้ประเทศแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
“ลิเบียกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากพวกเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในวันนี้ เราจะไม่เพียงต้องโศกเศร้ากับการเสียชีวิตของผู้ประท้วง 84 คน แต่จะมีผู้ต้องสังเวยชีวิตอีกนับหลายพันคน ยิ่งกว่านั้นแม่น้ำเลือดจะไหลบ่าลิเบีย” อัลอิสลาม กัดดาฟี กล่าว
ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลในลิเบีย ที่บุตรชายผู้นำลิเบียกล่าวอ้างนั้น ต่ำกว่าที่กลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชน (ฮิวแมน ไรท์ วอทช์) รายงานเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 223 คน ที่ถูกสังหารจากเหตุจลาจลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตูนิเซียและอียิปต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สรายงานว่า ดูเหมือนคำมั่นของบุตรชายผู้นำลิเบียจะไม่สามารถดับความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในใจชาวลิเบียที่มีมาตลอดการครองอำนาจที่ยาวนานถึง 40 ปีของกัดดาฟีได้
“ผู้คนในเมืองเบงกาซีต่างขบขันในสิ่งที่อัลอิสลาม กัดดาฟี พูด มัน (คำสัญญาว่าจะมีการปฏิรูป) เป็นเรื่องเก่าที่ซ้ำซาก ไม่มีใครหลงเชื่อสิ่งที่เขาพูดอีกแล้ว” ทนายความในนครเบงกาซี กล่าวกับบีบีซีภายหลังฟังแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่า “เขาเป็นเพียงจอมโกหก 42 ปีมาแล้วที่เราได้ยินเรื่องโกหกเหล่านี้”
สำหรับปฏิกิริยาของประชาคมโลกต่อสถานการณ์วุ่นวายในลิเบียนั้น ฟรังก์ซัว บาโรแอง โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ว่า ประชาคมโลกต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องไม่ให้ลิเบียตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง
ขณะที่ทางการสหรัฐ ระบุว่า รัฐต้องหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อเหตุความไม่สงบ ด้านสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างสงบในลิเบีย รวมทั้งประณาม การใช้ความรุนแรงและการเสียชีวิตของพลเรือน เพราะเสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมอย่างสันติเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ที่จะต้องได้รับการเคารพและปกป้อง







