
ซาอุฯ เปิดสนามบินริยาดบางส่วน แม้กลุ่มกบฏฮูตีขู่โจมตีซ้ำ
ซาอุดีอาระเบียเปิดสนามบินนานาชาติริยาด 2 อาคารผู้โดยสาร หลังปิดตั้งแต่ 10 ต.ค. ท่ามกลางกลุ่มกบฏฮูตีขู่โจมตีต่อเนื่อง พร้อมยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่หลายพื้นที่
ซาอุดีอาระเบียประกาศกลับมาเปิดให้บริการบางส่วนที่ท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเปิดอาคารผู้โดยสาร 1 สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และอาคารผู้โดยสาร 2 สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินแห่งชาติ แม้กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศจะโจมตีสนามบินต่อไป และระบุว่าเป็น “เป้าหมายทางทหาร”
สนามบินดังกล่าวระงับให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. หลังกลุ่มฮูตีอ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ถือเป็นเหตุโจมตีที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในซาอุดีอาระเบียในรอบกว่าทศวรรษ
แม้ทางการประกาศเปิดสนามบินบางส่วน แต่ข้อมูลติดตามเที่ยวบินจาก Flightradar24 พบว่า เมื่อวันอาทิตย์ยังมีเที่ยวบินเข้าออกค่อนข้างน้อย ขณะที่ยาห์ยา ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตี เตือนว่าสนามบินแห่งนี้จะ “ไม่มีวันปลอดภัย” พร้อมเรียกร้องให้สายการบิน เจ้าหน้าที่สนามบิน และผู้โดยสารหลีกเลี่ยงการใช้บริการ
ซาอุฯ สกัดขีปนาวุธ-โดรนหลายระลอก
ทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนที่โจมตีหลายพื้นที่ได้ โดยกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียระบุว่า มีการยิงโดรน 2 ลำและขีปนาวุธหนึ่งลูกมุ่งหน้าไปยังกรุงริยาด รวมถึงขีปนาวุธร่อนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองคามิส มูไชต์ทางตอนใต้ ก่อนรายงานเพิ่มเติมว่าสามารถสกัดขีปนาวุธอีก 10 ลูกที่ยิงมายังพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ
หน่วยป้องกันภัยพลเรือนระบุว่า เศษซากจากการสกัดขีปนาวุธวิถีโค้ง 2 ลูกเหนือพื้นที่คามิส มูไชต์และอาฮัด ราฟิดาห์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยและยานพาหนะ
ก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรระบุว่า กลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินริยาด 20 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1-11 ต.ค. ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีสนามบินและสถานประกอบการด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเมื่อวันเสาร์ แต่ทางการซาอุฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นโดยตรงต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว
ความขัดแย้งเยเมนกระทบเสถียรภาพภูมิภาค
การสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตีทวีความรุนแรงขึ้น หลังกลุ่มฮูตีเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ตามแนวชายฝั่งทะเลแดงเมื่อเดือนก่อน และเข้าใกล้ช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกและเส้นทางขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวอาหรับ
สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ทำให้ความขัดแย้งในเยเมนกลายเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพของสงครามในภูมิภาค
การสู้รบรอบใหม่นี้ยังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่สหประชาชาติเป็นคนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีผลมาตั้งแต่ปี 2565 ต้องสิ้นสุดลง โดยซาอุดีอาระเบียเข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองเยเมนตั้งแต่ปี 2558 ในฐานะผู้นำพันธมิตรที่สนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ หลังกลุ่มฮูตีเข้ายึดกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศในปีก่อนหน้า







