
โดมิโน อียิปต์ขยายวง โลกอาหรับระอุ ไฟจราจลลามทั่ว
ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ชัยชนะในการประท้วงไล่ผู้นำในตูนิเซียอียิปต์ ขยายวงลามทั่วอาหรับ
ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ชัยชนะในการประท้วงไล่ผู้นำในตูนิเซียอียิปต์ ขยายวงลามทั่วอาหรับ
ความสำเร็จของชาวตูนิเซียและอียิปต์ ในการแสดงพลังเพื่อขับไล่ผู้นำ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนในชาติอาหรับอื่นๆ อาทิ บาห์เรน อิหร่าน เยเมน และแอลจีเรีย ลุกฮือขึ้นมาแสดงพลังขับไล่ผู้นำและพาประเทศสู่ประชาธิปไตย
เอพี รายงานว่า ในที่สุดเหตุประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ ได้นำไปสู่การลุกฮือขับไล่ประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดินจัด ของอิหร่าน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำเผด็จการที่แข็งกร้าว โดยการประท้วงดังกล่าวมีขึ้นจากกลุ่มฝ่ายค้านอิหร่าน นำโดย มาห์ดี คาร์รูบี และเมียร์ ฮอสเซน มูซาวี จำนวนหลายหมื่นคน รวมทั้งนักศึกษาได้ออกมาชุมนุมตามท้องถนนทั่วกรุงเตหะรานเพื่อประท้วงขับไล่ผู้นำอิหร่าน โดยผู้ประท้วงหลายคนตะโกนข้อความต่อต้านและเรียกอาห์มาดินจัดว่าเป็นผู้นำเผด็จการ
ล่าสุดเหตุประท้วงทวีความดุเดือดขึ้น เมื่อตำรวจปราบจลาจลเปิดฉากปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยตำรวจฉีดแก๊สน้ำตาและมีการใช้อาวุธปืนสาดเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องจุดไฟเผาถังขยะเพื่อใช้ควันไฟป้องกันแก๊สน้ำตา การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บหลายสิบคน
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าตำรวจได้จับกุมกลุ่มผู้ประท้วงไปหลายร้อยคน หลังจากก่อนหน้านี้ได้สั่งกักบริเวณสองผู้นำฝ่ายค้านไว้ภายในบ้านพักเพื่อป้องกันไม่ให้ออกมาร่วมชุมนุม ทั้งยังตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและห้ามนักข่าวต่างชาติเข้ามารายงานข่าวด้วย
ด้านสำนักข่าว IRNA ของอิหร่าน รายงานว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของอิหร่านระบุในแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการประหารชีวิต 2 ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอยู่เบื้องหลังการปลุกกระแสให้ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่ผู้นำตามอย่างอียิปต์
ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวให้การสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเมืองหลวงของอิหร่าน โดยฮิลลารีระบุว่า ชาวอิหร่านสมควรได้รับสิทธิเช่นเดียวกับประชาชนในอียิปต์ และอิหร่านต้องเปิดกว้างให้มีการจัดระบบการเมืองในประเทศ
เช่นเดียวกับที่บาห์เรน ซึ่งสถานการณ์โดยทั่วไปยังเป็นไปอย่างตึงเครียด ล่าสุดกองกำลังรักษาความมั่นคงของบาห์เรนได้ยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจำนวนหลายพันคนเพื่อสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินขบวนเข้าไปใจกลางกรุงมานามา ของบาห์เรน ซึ่งผู้ประท้วงต้องการใช้เป็นพื้นที่หลักในการรวมตัวแสดงพลังเหมือนกับจัตุรัสตาห์เรียร์ที่ชาวอียิปต์ใช้เป็นศูนย์กลางในการโค่นล้มผู้นำ
เหตุจลาจลดังกล่าวมีขึ้นหลังจากตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตะวันออกของกรุงมานามา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน ชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนที่ 2 เป็นชาวมุสลิมชีอะห์ ถูกยิงเสียชีวิตที่ด้านนอกของโรงพยาบาลในกรุงมานามา เมื่อวันที่ 14 ก.พ.
ด้านกระทรวงมหาดไทยของบาห์เรน ออกแถลงการณ์ ระบุว่าการเสียชีวิตของผู้ประท้วงเกิดจากบาดแผล โดยทางการกำลังดำเนินการสอบสวนว่าตำรวจใช้อาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อสลายการชุมนุมในหมู่บ้านดิยาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเหตุการณ์ได้จุดกระแสเรียกร้องให้มีการร่วมเดินขบวนในระหว่างพิธีศพที่จะมีขึ้น โดยนักเคลื่อนไหวได้ออกมาเรียกร้องผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ให้ประชาชนมาร่วมงานศพและยกระดับการประท้วงรัฐบาลขึ้นอีก
ส่วนที่เยเมน กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคน ซึ่งมีนักศึกษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและทนายความเข้าร่วมด้วย ได้กระจายกันไปตามถนนสายต่างๆ ทั่วประเทศ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 เพื่อขับไล่ประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ วัย 64 ปี ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานกว่า 30 ปี ลงจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจและผู้สนับสนุนรัฐบาล บริเวณด้านนอกมหาวิทยาลัยในกรุงซานา โดยเจ้าหน้าที่ใช้ทั้งกระบองและก้อนหินเป็นอาวุธสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 3 คน
รายงานยังระบุด้วยว่า กลุ่มผู้ประท้วงในเยเมนได้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในการเรียกระดมแนวร่วมทั่วประเทศ แต่กองกำลังรักษาความมั่นคงได้เข้าสกัดการชุมนุมของประชาชนตามจัตุรัสต่างๆ มีการตั้งด่านตรวจตามถนนที่มุ่งสู่ทำเนียบประธานาธิบดี และบางแห่งถึงขั้นกั้นด้วยรั้วลวดหนามทั้งในกรุงซานาและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อจากโลกภายนอกโยงการประท้วงในเยเมนเข้ากับเหตุการณ์ประท้วงที่อียิปต์
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ประธานาธิบดี ซาเลห์ ได้ยกเลิกแผนการเดินทางไปสหรัฐเนื่องจากสถานการณ์วุ่นวายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม นอกจากเหตุความวุ่นวายที่แพร่ระบาดไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเสถียรทางการเมืองไปทั่วแล้ว ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือในตลาดลอนดอน เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ปรับขึ้น 74 เซนต์ ขึ้นไปอยู่ที่ 103.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยหลักจากความกังวลว่าการประท้วงจะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางด้วย
“ขณะที่เหตุการณ์ประท้วงในอียิปต์ปิดฉากลงหลังมูบารักยอมลงจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในอียิปต์ยังคงมีม็อบแรงงาน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็เผชิญกับการประท้วง” เดวิด ฮาต นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากเวสต์เฮาส์ ซีเคียวริตี กล่าว
ส่วนบรรดาเทรดเดอร์ต่างวิตกกังวลว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในตะวันออกกลางจะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค







