
ทรัมป์เล่นไม่เลิก รื้อแผนปลดผู้ว่าการเฟด ลิซา คุก อีกครั้ง
ทรัมป์เดินหน้ากดดัน ลิซา คุก ผู้ว่าการเฟดอีกครั้ง อ้างข้อกล่าวหาทุจริตสินเชื่อบ้าน แม้ศาลสูงเคยขวางการปลดเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าความพยายามปลด ลิซา คุก ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อีกครั้ง สะท้อนความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับธนาคารกลางที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำตัดสินเมื่อเดือนมิถุนายนที่ขัดขวางความพยายามปลดคุกก่อนหน้านี้
ทำเนียบขาวส่งจดหมายถึงคุกในสัปดาห์นี้ ระบุว่า ทรัมป์กำลัง “พิจารณา” ปลดเธอออกจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงภายใน 3 สัปดาห์ต่อข้อกล่าวหาทุจริตเกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ขณะที่ทนายความของคุกระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไร้มูลความจริง”
จดหมายดังกล่าวลงนามโดยแดน สคาวิโน รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และระบุว่าคุกอาจกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี รวมถึงมีพฤติกรรมเข้าข่ายประมาทเลินเล่อจนตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด
อับเบ ดี. โลเวลล์ ทนายความของคุก ระบุว่า ไม่มีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับการปลดเธอออกจากตำแหน่ง และจะเดินหน้าคัดค้านความพยายามครั้งล่าสุด เพื่อรักษาตำแหน่งของคุกและบทบาทที่เป็นอิสระของเฟด
ทรัมป์เคยใช้ข้อกล่าวหาทุจริตสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นเหตุผลในการพยายามปลดคุกเมื่อปีที่แล้ว โดยคุก ซึ่งเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปลดเธอออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างด้านนโยบายการเงิน
เมื่อเดือนมิถุนายน ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 5 ต่อ 4 ไม่อนุญาตให้ทรัมป์ปลดคุกในขณะนั้น ถือเป็นการปกป้องความเป็นอิสระของเฟดจากความพยายามแทรกแซงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะปลดเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อนหลายครั้ง เนื่องจากไม่ยอมทำตามความต้องการของประธานาธิบดีที่ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เควิน วอร์ช ซึ่งทรัมป์เลือกให้สืบทอดตำแหน่งจากพาวเวลล์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม
หลังจากนั้น ทรัมป์หันมาโจมตีกรรมการเฟดคนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งจากโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต โดยระบุว่าจะไม่วิจารณ์วอร์ช แม้จนถึงขณะนี้วอร์ชยังไม่ได้ดำเนินการลดดอกเบี้ยตามที่ทรัมป์ต้องการ
ศาลสูงชี้ต้องมีเหตุผลและกระบวนการ
คำตัดสินของศาลสูงสุดระบุว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถปลดผู้ว่าการเฟดได้ตามอำเภอใจ โดยหัวหน้าผู้พิพากษาจอห์น โรเบิร์ตส์ ซึ่งเป็นผู้เขียนคำตัดสิน ระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ให้สิทธิด้านกระบวนการตามกฎหมายแก่คุกอย่างเพียงพอในการโต้แย้งข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ตัดสินว่าข้อกล่าวหาทุจริตสินเชื่อดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ และส่งคดีกลับไปยังศาลชั้นล่างเพื่อดำเนินการต่อ
โรเบิร์ตส์ระบุว่า ยังมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงยังไม่ชัดเจนว่าคุกกระทำ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงและอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามที่ประธานาธิบดีกล่าวหาหรือไม่
ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ ศาสตราจารย์จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูงที่อาศัยเหตุผลด้านกระบวนการได้เปิดช่องให้ประธานาธิบดีเข้ามาแทรกแซงเฟดในลักษณะดังกล่าว และมองว่าข้อกล่าวหาทุจริตสินเชื่อเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกดดันให้คุกพ้นจากตำแหน่ง
เขาคาดว่าคุกมีแนวโน้มชนะคดี เนื่องจากข้อกล่าวหายังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่กระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลาประมาณ 1 ปี คล้ายกับคดีครั้งก่อน
ข้อกล่าวหาทุจริตยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี
ความพยายามครั้งล่าสุดของทำเนียบขาวรื้อฟื้นข้อกล่าวหาที่วิลเลียม พูลต์ ผู้อำนวยการสำนักงาน Federal Housing Finance Agency เคยกล่าวหาคุกเมื่อปีที่แล้ว และขอให้กระทรวงยุติธรรมเปิดการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับคุกและบุคคลอื่นในประเด็นทุจริตสินเชื่อบ้าน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าการสอบสวนทางอาญาดังกล่าวเดินหน้าต่อ ขณะที่รายงานก่อนหน้านี้พบว่า ในเอกสารที่คุกยื่นต่อผู้ให้กู้สำหรับบ้านหลังหนึ่ง เธอระบุว่าเป็นบ้านพักตากอากาศ
นอกจากนี้ หน่วยงานจัดเก็บภาษีท้องถิ่นในรัฐมิชิแกนระบุว่า คุกไม่ได้ละเมิดกฎเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบ้านที่เธอแจ้งว่าเป็นที่พักอาศัยหลัก
ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาเจีย คอบบ์ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า ความพยายามของทรัมป์ในการปลดคุกโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือเปิดโอกาสให้เธอชี้แจง มีแนวโน้มละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5
ขณะที่ศาลสูงสุดระบุว่า การปลดผู้ว่าการเฟดต้องมีเหตุผลในระดับที่มีน้ำหนักอย่างมาก และผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับโอกาสอย่างเพียงพอในการตอบโต้ข้อกล่าวหา







