ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งทุบสถิติ ราคาน้ำมันร่วงหลังข่าวเปิดฮอร์มุซ
ตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง หลังอิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซและส่งสัญญาณเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ กดราคาน้ำมันดิ่ง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นวันที่สามติดต่อกัน ขณะที่ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่นาย Abbas Araqchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ทุกลำสามารถสัญจรได้อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และอาจนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
แม้ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาในการกลับมาดำเนินการขนส่งทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ แต่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่า 11% ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
ดัชนี Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 365.78 จุด หรือ 1.52% ปิดที่ 24,468.48 จุด ทำสถิติปรับขึ้นต่อเนื่อง 13 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 868.71 จุด หรือ 1.79% ปิดที่ 49,447.43 จุด และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 84.78 จุด หรือ 1.20% ปิดที่ 7,126.06 จุด
ในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดลดลง 9.01 ดอลลาร์ หรือ 9.07% ที่ระดับ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแตะระดับต่ำสุดระหว่างวันที่ 86.09 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ปิดลดลง 10.48 ดอลลาร์ หรือ 11.45% ที่ 83.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงและแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง
ราคาทองสปอตเพิ่มขึ้น 1.5% อยู่ที่ 4,861.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น 1.5% ที่ 4,879.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์


