IEA เล็งปล่อยน้ำมันในคลังสำรองของประเทศสมาชิกเพิ่ม รับวิกฤตสงครามอิหร่าน
IEA หารือประเทศสมาชิกหวังปล่อยน้ำมันในคลังสำรองเพิ่ม หากจำเป็น หลังสงครามอิหร่านกระทบซัพพลาย 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ชี้เปิดฮอร์มุซคือทางออกหลัก
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ International Energy Agency (IEA) อยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลในเอเชียและยุโรปเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติม หากสถานการณ์จำเป็น ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่สร้างความปั่นป่วนต่ออุปทานพลังงานโลก
Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหาร IEA เปิดเผยที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลียว่า องค์กรจะติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ และหารือกับประเทศสมาชิกก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ประเทศสมาชิก IEA ได้ตกลงปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล คิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณสำรองทั้งหมด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม Birol ระบุว่า จะไม่มีการกำหนดระดับราคาน้ำมันดิบเป็นตัวชี้วัดสำหรับการปล่อยน้ำมันเพิ่มเติม
เขาย้ำว่า การปล่อยน้ำมันสำรองสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ทางออกระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจเท่านั้น
Birol ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอยู่แนวหน้าของวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและสินค้าสำคัญ เช่น ปุ๋ยและฮีเลียม ซึ่งต้องผ่านช่องทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
ภายหลังการเข้าพบ Anthony Albanese นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Birol มีกำหนดเดินทางต่อไปยังญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการประชุม G7 ในช่วงปลายสัปดาห์นี้
ผู้อำนวยการ IEA ประเมินว่า วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ “รุนแรงมาก” และส่งผลกระทบมากกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อก๊าซธรรมชาติรวมกัน โดยระบุว่าสงครามอิหร่านทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เขาชี้ว่า “ทางออกที่สำคัญที่สุด” คือการเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกอาจยังประเมินความรุนแรงของปัญหาต่ำกว่าความเป็นจริงในช่วงแรก
นอกจากการปล่อยน้ำมันสำรอง IEA ยังเสนอแนวทางอื่น เช่น การลดความเร็วรถยนต์ หรือส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งเคยช่วยลดการใช้พลังงานในยุโรปเมื่อปี 2022 โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณานำไปปรับใช้ตามบริบทของตน


