posttoday

ตามคาด! เฟดคงดอกเบี้ย รับมือเงินเฟ้อ จากผลพวงสงครามอิหร่าน

19 มีนาคม 2569

มติ 11 ต่อ 1 ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5%-3.75% ขณะเฟดประเมินผลกระทบสงครามอิหร่านยังไม่ชัดเจน และยอมรับความเสี่ยงเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

KEY

POINTS

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์
  • การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน
  • แม้จะคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ แต่คณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในปีนี้

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าคาด ภาวะตลาดแรงงานที่ยังส่งสัญญาณไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่าน 

คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ลงมติ 11 ต่อ 1 ให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% โดยแม้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นต้นทุนกู้ยืมระหว่างธนาคารในตลาดข้ามคืน แต่ก็ส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้าง 

สาระสำคัญในแถลงการณ์หลังการประชุมแทบไม่เปลี่ยนจากรอบก่อนมากนัก โดยเฟดเพียงปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้นเล็กน้อย และประเมินว่าเงินเฟ้อในปี 2026 อาจอยู่สูงกว่าที่เคยคาดไว้ 

 

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เจ้าหน้าที่เฟดยังส่งสัญญาณว่า วงจรดอกเบี้ยขาลงยังไม่ปิดลงทั้งหมด โดยแผนภาพจุด หรือดอทพลอต (Dot Plot) สะท้อนว่า กรรมการส่วนใหญ่ยังมองว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2027 แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด 

 

จากผู้เข้าร่วมประชุม FOMC ทั้ง 19 คน มี 7 คนที่มองว่า ดอกเบี้ยจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปีนี้ เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อนในเดือนธันวาคม 1 คน ขณะที่แนวโน้มในระยะถัดไปยังมีความเห็นแตกต่างกันพอสมควร แต่ค่ากลางยังชี้ว่า อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2027 ก่อนดอกเบี้ยระยะยาวจะทรงตัวใกล้ระดับ 3.1% 

หลังผลประชุมและการแถลงของประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดของวัน เนื่องจากนักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย

 

สงครามอิหร่านยังเป็นตัวแปรสำคัญ

 

อีกปัจจัยที่เฟดจับตาอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งปะทุขึ้นมาเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว ความขัดแย้งดังกล่าว รวมถึงความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดน้ำมันโลก และอาจทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ต่อไป 

เฟดระบุในแถลงการณ์ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่อาจประเมินได้อย่างชัดเจน ขณะที่พาวเวลล์กล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลกระทบของสงครามครั้งนี้ 

พาวเวลล์ยังยอมรับด้วยว่า ตัวชี้วัดความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นปรับสูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะสะท้อนผลจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาก หลังอุปทานพลังงานในตะวันออกกลางเผชิญความเสี่ยงหยุดชะงัก 

ในการประชุมรอบนี้ สตีเฟน มิรัน กรรมการผู้ว่าการเฟด ลงมติสวน โดยสนับสนุนให้ลดดอกเบี้ย 0.25% จากความกังวลต่อภาวะการจ้างงาน ขณะที่คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยในเดือนมกราคม กลับลงมติให้คงดอกเบี้ยในครั้งนี้ 

ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลาดเคยประเมินว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ และอาจมีโอกาสครั้งที่ 3 แต่หลังราคาน้ำมันปรับขึ้น และตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด มุมมองดังกล่าวก็ถูกปรับลดลง โดยล่าสุดตลาดให้น้ำหนักว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้อย่างมากเพียง 1 ครั้งในปี 2026

 

เศรษฐกิจยังโต แต่เงินเฟ้อยังน่ากังวล

 

ในประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ เฟดคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อเดือนธันวาคมเล็กน้อย และคาดว่าในปี 2027 เศรษฐกิจจะเติบโต 2.3% เพิ่มขึ้น 0.3 จุดจากประมาณการเดิม 

ขณะเดียวกัน เฟดยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ โดยมองว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ พีซีอี (PCE) จะอยู่ที่ 2.7% ทั้งในส่วนดัชนีทั่วไปและดัชนีพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม เฟดยังเชื่อว่าเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ชะลอลงและกลับเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ในช่วงปีต่อ ๆ ไป เมื่อแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและผลกระทบจากสงครามเริ่มคลี่คลาย ส่วนอัตราว่างงานสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.4% แม้ข้อมูลการจ้างงานช่วงหลังจะอ่อนแรงต่อเนื่อง

 

 

การเมืองสหรัฐยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเฟด

 

การตัดสินใจคงดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงเรียกร้องให้เฟดเร่งลดดอกเบี้ย โดยเมื่อต้นสัปดาห์ ทรัมป์วิจารณ์พาวเวลล์ที่ไม่เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อปรับลดดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและผลกระทบจากสงครามยังไม่แน่นอน 

สำหรับพาวเวลล์เอง การประชุมรอบนี้อาจเป็นหนึ่งในช่วงท้ายของการทำหน้าที่ประธานเฟด เนื่องจากวาระจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ทรัมป์ได้เสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตกรรมการผู้ว่าการเฟด เข้ามารับตำแหน่งต่อ โดยวอร์ชเคยมีท่าทีสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำกว่านี้ แม้ระยะหลังจะยังไม่ได้แสดงจุดยืนล่าสุดอย่างชัดเจน 

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากข้อพิพาททางกฎหมาย เมื่ออัยการสหรัฐฯ จานีน ปีร์โร ออกหมายเรียกให้พาวเวลล์ส่งมอบหลักฐานเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่เฟดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แต่พาวเวลล์ปฏิเสธ พร้อมกล่าวหาว่าฝ่ายการเมืองใช้ประเด็นนี้กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ย ต่อมาผู้พิพากษามีคำสั่งยกเลิกหมายเรียกดังกล่าว โดยเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของพาวเวลล์ว่าความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายทางการเมือง 

อย่างไรก็ดี ปีร์โรยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ประกาศจะขัดขวางการเสนอชื่อวอร์ชในวุฒิสภา จนกว่าประเด็นของพาวเวลล์จะได้ข้อยุติ หากคดีในศาลยืดเยื้อเกินเดือนพฤษภาคม พาวเวลล์ก็อาจยังทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าวอร์ชจะผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ 

พาวเวลล์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาไม่มีเจตนาจะลาออกจากคณะกรรมการเฟด จนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุดลงอย่างโปร่งใสและมีข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนอนาคตหลังจากนั้น เขาระบุว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ และจะพิจารณาจากสิ่งที่ดีที่สุดต่อสถาบันและประชาชนที่เฟดรับใช้ โดยวาระของเขาในฐานะกรรมการเฟดยังมีต่อไปจนถึงต้นปี 2028

ข่าวล่าสุด

สพฉ. เผยวิกฤตน้ำมันกระทบ"รถฉุกเฉิน" พบ "กาฬสินธุ์" หนักสุด แต่ยังไม่กระทบการช่วยเหลือผู้ป่วย