ทรัมป์ปัดข้อเสนอยุติสงคราม ย้ำอิหร่านต้องล้มเลิกนิวเคลียร์
ทรัมป์ปัดข้อตกลงยุติสงครามอิหร่าน ย้ำต้องล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด พร้อมเรียกร้องชาติมหาอำนาจส่งเรือรบมาช่วยลาดตระเวนในช่องแคบฮอร์มุซ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อตกลงยุติสงครามจากอิหร่าน โดยตั้งเงื่อนไขให้เตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด ขณะที่สถานการณ์สู้รบที่บานปลายส่งผลให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซต้องชะงักงัน ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านพร้อมทำข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม แต่สหรัฐฯ ต้องการเงื่อนไขที่ดีกว่านี้ ท่าทีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดส่งผลให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานทั่วโลก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้นานาชาติส่งเรือรบเข้ามารักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก โดยคาดหวังว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร จะเข้าร่วมภารกิจนี้
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ NBC เมื่อวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า "อิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่ผมยังไม่ตกลงเพราะเงื่อนไขยังไม่ดีพอ" พร้อมย้ำว่าข้อตกลงที่แข็งแกร่งจะต้องรวมถึงการที่เตหะรานยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอลและชาติอาหรับในอ่าวเปอร์เซียยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้าวันอาทิตย์ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีฐานทัพทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน
ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า กองทัพได้ยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน พร้อมชี้แจงว่าเสียงระเบิดในบางพื้นที่ของดูไบเกิดจากการยิงสกัดกั้นวัตถุต้องสงสัยกลางอากาศ ทั้งนี้ ยูเออีระบุว่าได้สกัดกั้นโดรนกว่า 1,600 ลำ และขีปนาวุธกว่า 300 ลูกจากอิหร่าน นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้อย่างน้อย 10 ลำ บริเวณใกล้กรุงริยาดและพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ส่วนบาห์เรนได้เปิดเสียงเตือนภัยและประกาศให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
ทางด้านอิหร่านประกาศว่าได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธระลอกใหม่โจมตีอิสราเอล ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ระบุว่าสงครามซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 กำลังเข้าสู่ "ช่วงแห่งชัยชนะ" และจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น
ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศ เนื่องจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ โดยระบุว่าราคาจะลดลงเมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่าน มีผู้เสียชีวิตทั่วภูมิภาคแล้วประมาณ 3,750 ราย สำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 รายในอิหร่านในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อีกหลายสิบรายเสียชีวิตในแถบอ่าวอาหรับและอิสราเอล ส่วนกองทัพสหรัฐฯ สูญเสียกำลังพล 11 นาย
อิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันประกาศเตือนให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากอิรักทันที โดยอ้างถึง "ภัยคุกคามร้ายแรงจากกองกำลังติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน" คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังสำนักข่าวเอพีรายงานว่ามีขีปนาวุธตกใส่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ภายในสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงแบกแดด
สำหรับปฏิบัติการโจมตีเกาะคาร์ก ทรัมป์เปิดเผยว่าฐานทัพทหารบนเกาะถูก "ทำลายล้าง" แต่เขาเลือกที่จะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน "ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม" พร้อมขู่ว่าจะทำลายแหล่งน้ำมัน หากอิหร่าน "ขัดขวางการเดินเรืออย่างเสรีและปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ"
ทรัมป์กล่าวเสริมว่า แม้กองทัพอิหร่านจะถูกทำลายไปแล้ว 100% แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่เตหะรานจะยังคงใช้โดรน ทุ่นระเบิด และขีปนาวุธพิสัยใกล้ คุกคามเรือขนส่งต่อไป ซึ่งสหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดถล่มแนวชายฝั่งของอิหร่านอย่างหนัก
ด้านนายอารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตายสำหรับเรือของ "ศัตรู" เท่านั้น ขณะที่หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่ามีการโจมตีเรือขนส่งในและรอบช่องแคบฮอร์มุซแล้ว 16 ครั้งนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น
ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบีย อิรัก ยูเออี และคูเวต ต้องปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ขณะที่กาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว


