กต.เชิญทูตอิหร่านแจงเหตุเรือพาณิชย์ไทย ถูกโจมตี ลูกเรือสูญหาย 3
ศบก.เผย กต.ประท้วงเหตุยิงเรือสินค้าไทย เชิญทูตอิหร่านหารือข้อเท็จจริง ช่วยลูกเรือได้แล้ว 20 คน ปลอดภัย เร่งค้นหาอีก 3 คน พร้อมเตือนเรือไทยผ่านฮอร์มุซ
KEY
POINTS
- เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย "มยุรี นารี" ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือ 3 คนสูญหาย และอีก 20 คนได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน
- กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
- ทางการไทยกำลังประสานงานกับโอมานอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งค้นหาลูกเรือที่สูญหาย พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ที่รอดชีวิตเพื่อเดินทางกลับประเทศ
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ว่า เมื่อวานนี้ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น ตามเวลาของประเทศไทย เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มยุรี นารี ที่มีลูกเรือไทยจำนวน
23 คน ประสบเหตุ และได้รับความเสียหาย บริเวณท้ายเรือ ขณะเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเดินทางออกเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา (Khalifa Port) ในเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนายพิพัฒน์รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะผอ.ศบก. ได้รายงานความคืบหน้า เบื้องต้นจากที่ประชุมเมื่อวานนี้
โดยในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันทีและต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย ซึ่งทางกองทัพเรือโอมานสามารถให้การช่วยเหลือลูกเรือไทยได้จำนวน 20 คน และนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซาบ (Khasab) ประเทศโอมาน โดยจากการตรวจสอบไม่ไม่ใครได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่ยังคงต้องดูแลสภาพจิตใจ โดยผู้แทนท้องถิ่นบริษัทเจ้าของเรือได้พาไปพักที่โรงแรมและจัดให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์ และอยู่ระหว่างส่งทีมค้นหาช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต อยู่ระหว่างการประสานเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทางรถยนต์ เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ห้ามบิน เพื่อเยี่ยมเยียนให้การดูแลลูกเรือไทย พร้อมอำนวยความสะดวกในการพากลับประเทศไทย
งนี้กรมเจ้าท่ารายงานว่า ปัจจุบันเรือสัญชาติไทยได้เดินทางออกจาก บริเวณช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว และไม่มีเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยตกค้างอยู่ในพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเร่งประสานการค้นหาและให้ความช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป
ขณะเดียวกันในทางการทูตกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อย้ำความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตในภูมิภาคซึ่งทวีความรุนแรงจากการโจมตีของอิสราเอล สหรัฐฯ และการตอบโต้ของอิหร่าน ซึ่งได้ก่อให้เกิดภัยคุกคาม ร้ายแรง ต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือนในภูมิภาคและยังมีผลต่อประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ รวมถึงคนไทยอย่างเช่นกรณีลูกเรือไทยที่ประสบเหตุเมื่อวานนี้
ทั้งนี้ การเคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด พร้อมลดระดับความตึงเครียดในทันที และกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค และของโลก
รวมทั้งขอประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ต่อเรือพาณิชย์ และแสดงความกังวลในเรื่องนี้ โดยในช่วงเช้าวันนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่าน ประจำประเทศไทย มาพบเพื่อหารือข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และในช่วงเย็นวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะหารือทางโทรศัพท์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโอมาน เพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมาน ที่ให้ความช่วยเหลือ และติดตามความคืบหน้าของลูกเหลืออีก 3 คน" นายปาณิดลกล่าว
นายปาณิดลกล่าว ยังกล่าวถึง พัฒนาสถานการณ์ของตะวันออกกลาง ว่า ยังมีความรุนแรง และยังไม่แน่นอน ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องบางฝ่าย ถึงความประสงค์ที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ยังมาพร้อมกับเงื่อนไขโดยฝ่ายอิหร่านได้ระยุเงื่อนไขหลัก 3 ข้อ ได้แก่ การยอมรับสิทธิ์อันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ความเสียหาย การให้หลักประกันให้ชัดเจนจากประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่เกิดการรุกรานอิหร่านขึ้นอีกในอนาคต
ขณะที่อาเซียน พรุ่งนี้ 13 มีนาคม 2569 จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ การสู้รบในตะวันออกกลาง ต่ออาเซียนและแลกเปลี่ยนแนวทางในการรับมือและเตรียมความพร้อมของอาเซียนในระยะยาว โดยการประชุมนี้จะเป็นโอกาสการตอกย้ำความเป็นเอกภาพของอาเซียน และการเป็นแกนกลางของอาเซียน ในการรับมือกับวิกฤติที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาค
ขณะที่ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อิหร่าน ตามที่ได้มีการรายงานไปแล้วว่า คนไทยที่ชุดที่ 2 อพยพออกจากอิหร่านถึงตุรกีแล้ว และจะเดินทางกลับถึงไทย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมากลุ่มแรกจำนวน 34 คนได้เดินทางกลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน อีกกลุ่มจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้
พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ช่วยความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและออกจากพื้นที่อันตราย ด้วยความปลอดภัยเนื่องจากความปลอดภัยของชาวไทยในตะวันออกกลางตอนนี้คือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด
ส่วนกรณีรายงานข่าวจากต่างประเทศเมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ระบุว่ากองกำลังของอิหร่านได้แจ้งเตือนเรือพาณิชย์ของไทยนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ จึงได้เชิญสถานทูตอิหร่านเข้าหารือเพื่อสอบถามข้อมูลโดยตรง และต้องรอข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศโอมานประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศโอมานทันที ซึ่งทางการโอมานได้ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยประสานกองทัพเรือโอมานเข้าช่วยเหลือลูกเรือไทย สามารถช่วยเหลือได้แล้ว 20 คน และขณะนี้อยู่ระหว่างการค้นหาอีก 3 คนที่ยังสูญหาย
นายปาณิดลกล่าวว่า จากการที่สถานทูตไทยได้พูดคุยกับกัปตันเรือ ทราบว่าลูกเรือไทยทั้ง 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือนั้นปลอดภัยดี ส่วนลูกเรือไทยอีก 3 คนที่ยังหาไม่พบ กองทัพเรือโอมานกำลังเร่งดำเนินการค้นหา โดยการปฏิบัติการมีอุปสรรคเนื่องจากเรือมีขนาดใหญ่ถึง 7 ชั้น และภายในมีสภาพมืด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่
สำหรับสถานะของเรือในขณะนี้ยังคงจอดอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ และยังไม่ได้เข้าฝั่งประเทศโอมาน
ส่วนชนิดของวัตถุระเบิดที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่พบว่าความเสียหายเกิดขึ้นบริเวณท้ายเรือใกล้กับห้องเครื่อง ซึ่งเป็นจุดที่ลูกเรือไทย 3 คนที่สูญหายปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
นายปาณิดลยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือที่ระบุว่าลูกเรือไทย 2 ใน 3 คนเสียชีวิตแล้วว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เนื่องจากข้อมูลในช่วงสถานการณ์เช่นนี้อาจคลาดเคลื่อนได้
ทั้งนี้ ในส่วนมาตรการป้องกันเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวในอนาคต นายปาณิดลระบุว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองทัพเรือดูแลอยู่แล้ว และมีศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยได้ออกคำเตือนไปยังเรือพาณิชย์ที่ปฏิบัติการในบริเวณดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง พร้อมขอให้เรือพาณิชย์ทุกลำปฏิบัติตามคำแนะนำของกองทัพเรืออย่างเคร่งครัด


