posttoday
นักวิชาการ มธ. ชี้มีโอกาสต่ำที่ UN จะสามารถยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน

นักวิชาการ มธ. ชี้มีโอกาสต่ำที่ UN จะสามารถยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน

10 มีนาคม 2569

นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กลไก UN และสภาคองเกรสสหรัฐมีอำนาจจำกัดในการยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ขณะ “ทรัมป์” ยังมีช่องทางตีความกฎหมายเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป

นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประเมินว่า กลไกระหว่างประเทศและกลไกภายในของสหรัฐอเมริกามีข้อจำกัดในการยับยั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้โอกาสใช้กลไกเหล่านี้เพื่อหยุดยั้งสงครามมีค่อนข้างต่ำ ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารได้ภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันตนเอง

 

ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า แม้ประชาคมโลกจะมีกลไกสำคัญอย่างองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ในกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน บทบาทของ UN มีข้อจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจสำคัญด้านความมั่นคงต้องผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีอำนาจยับยั้งมติได้

 

ในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง โอกาสที่ UNSC จะผ่านมติเพื่อจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ จึงมีความเป็นไปได้ต่ำ ขณะเดียวกัน หากสหรัฐฯ ผลักดันมาตรการใดเพื่อจำกัดอิหร่าน ก็มีแนวโน้มถูกยับยั้งจากรัสเซียหรือจีนเช่นกัน ดังนั้นแนวโน้มการยุติหรือคลี่คลายความขัดแย้งจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทั้งสองประเทศว่าจะหันสู่การเจรจาหรือดำเนินการสู้รบต่อไป

นักวิชาการ มธ. ชี้มีโอกาสต่ำที่ UN จะสามารถยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน

 

นอกจากนี้ กลไกภายในของสหรัฐฯ ก็มีข้อจำกัดในการยับยั้งปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะบทบาทของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งโดยปกติมักหลีกเลี่ยงการเข้าไปพิจารณาประเด็นด้านนโยบายความมั่นคงหรือการใช้กำลังทางทหาร เนื่องจากถือเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ขณะที่สภาคองเกรส แม้จะมีความพยายามผ่านร่างญัตติ War Powers Resolution เพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหาร แต่การโหวตล่าสุดของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้คว่ำร่างดังกล่าว ส่งผลให้ฝ่ายบริหารยังคงมีอำนาจตัดสินใจดำเนินปฏิบัติการทางทหารได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สภาคองเกรสยังสามารถใช้อิทธิพลต่อทิศทางปฏิบัติการทางทหารผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ ขณะที่กฎหมาย War Powers Resolution ซึ่งประกาศใช้ในปี 1973 กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มปฏิบัติการทางทหาร และหากไม่ได้รับความเห็นชอบ ต้องถอนกำลังภายใน 60 วัน หรือขยายเวลาได้อีก 30 วัน

นักวิชาการ มธ. ชี้มีโอกาสต่ำที่ UN จะสามารถยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน

 

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักมีช่องทางตีความกฎหมายเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป เช่น กรณีการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในลิเบียเมื่อปี 2011 ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าเป็นเพียงภารกิจด้านข่าวกรองและสนับสนุนทางทหาร

 

ดร.ปองขวัญ ระบุว่า อำนาจการใช้กำลังทางทหารในสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่มีการถ่วงดุลระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจประกาศสงครามอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม การไม่ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางทหาร เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารในหลายพื้นที่ทั่วโลกโดยไม่ผ่านการประกาศสงครามจากสภาคองเกรส.

นักวิชาการ มธ. ชี้มีโอกาสต่ำที่ UN จะสามารถยับยั้งสงครามสหรัฐ–อิหร่าน

 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย