
ทรัมป์เดิมพันเปลี่ยนระบอบ บุกจับผู้นำเวเนซุเอลาสะเทือนโลก
ทรัมป์สั่งโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีและประกาศสหรัฐฯ จะบริหารประเทศชั่วคราว จุดเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและความมั่นคงโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแนวทางแทรกแซงเวเนซุเอลาอย่างชัดเจน หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหาร โจมตีกรุงการากัสและพื้นที่สำคัญ จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อนำตัวขึ้นศาลในนครนิวยอร์กในคดียาเสพติด พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารประเทศชั่วคราวจนกว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างปลอดภัย
ท่าทีดังกล่าวนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยวิจารณ์การแทรกแซงต่างประเทศและย้ำหลีกเลี่ยงความขัดแย้งนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม แผนการครั้งนี้เปิดช่องความเป็นไปได้ของการใช้กำลังทหารเพิ่มเติม การมีบทบาททางการเมือง และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา
การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเปิดปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดีของประเทศ และประกาศให้สหรัฐอเมริกาเข้าบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของนักการเมืองที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นมาโดยตลอดในเรื่องการใช้นโยบายต่างประเทศเกินขอบเขต และเคยให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในต่างแดน
วิสัยทัศน์ของทรัมป์เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งถูกเปิดเผยในการแถลงข่าวช่วงกลางวัน เปิดโอกาสให้มีการใช้กำลังทางทหารเพิ่มเติม การเข้าไปมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในทางการเมืองและอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศดังกล่าว รวมถึงความเป็นไปได้ของการส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน หรือที่เรียกว่า “boots on the ground” ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงการประจำการของทหารในพื้นที่จริง และมักเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดแรงต้านทางการเมืองภายในประเทศ
“เราจะเข้าบริหารประเทศนี้ จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถถ่ายโอนอำนาจได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ” ทรัมป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะดำเนินการไปไกลเพียงใดเพื่อควบคุมสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ซึ่งในขณะนั้น บรรดาผู้ช่วยคนสำคัญของมาดูโรยังคงมีอำนาจอยู่
ทรัมป์ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยมุ่งสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคและความมั่นคงด้านพลังงาน แต่การตัดสินใจนี้กลับเผชิญเสียงคัดค้านทั้งจากพรรคเดโมแครตและสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน ที่มองว่าเป็นการใช้อำนาจทางทหารโดยขาดความชอบธรรมจากรัฐสภา
ย้อนกลับไปเมื่อพิธีสาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์เคยกล่าวกับผู้สนับสนุนว่า ความสำเร็จของเขาจะถูกวัดไม่เพียงจากสงครามที่ชนะ แต่รวมถึงสงครามที่ยุติลง และที่สำคัญที่สุดคือสงครามที่สหรัฐฯ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่หลังจากนั้น ทรัมป์ได้สั่งโจมตีเป้าหมายในซีเรีย อิรัก อิหร่าน ไนจีเรีย เยเมน และโซมาเลีย ทำลายเรือต้องสงสัยค้ายาเสพติดหลายสิบลำในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงเคยส่งสัญญาณข่มขู่ถึงความเป็นไปได้ในการรุกรานกรีนแลนด์และปานามา
การโจมตีเวเนซุเอลาในช่วงข้ามคืนถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศที่รุนแรงที่สุดของทรัมป์จนถึงขณะนี้ โดยมีการโจมตีกรุงการากัสและพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ พร้อมจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีในนิวยอร์กในข้อหาค้ายาเสพติด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสวนทางกับความคาดหวังของสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ที่ต้องการให้ทรัมป์มุ่งเน้นประเด็นภายในประเทศ เช่น ค่าครองชีพ การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจ
ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า การแทรกแซงเวเนซุเอลาสอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”
“เราต้องการอยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ดี เราต้องการเสถียรภาพ และเราต้องการพลังงาน” ทรัมป์กล่าว โดยอ้างถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา
นักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงในการเข้าไปพัวพันกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ซับซ้อนของเวเนซุเอลา และอาจสร้างปัญหาใหม่ด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ประเด็นนี้กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปลายปีนี้
การให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศของทรัมป์อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นช่องทางให้พรรคเดโมแครตใช้โจมตีทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งการควบคุมทั้งสองสภาของสหรัฐฯ อาจตัดสินกันจากการแข่งขันเพียงไม่กี่เขต ขณะที่ขณะนี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอย่างเฉียดฉิว ทำให้ทรัมป์มีอิสระสูงในการผลักดันวาระของตน
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ระบุว่า แม้มาดูโรจะเป็นเผด็จการที่ไร้ความชอบธรรม แต่การเปิดปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา และไม่มีแผนรองรับสำหรับขั้นตอนต่อไป ถือเป็นการกระทำที่สะเพร่า
ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนการโจมตีระบุว่า ชาวอเมริกันเพียงประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้นที่สนับสนุนการใช้กำลังทหารเพื่อโค่นล้มมาดูโร
สำหรับทรัมป์ที่มักเปรียบเทียบตนเองว่าต่างจากกลุ่มรีพับลิกันสายอนุรักษนิยมเชิงแทรกแซงในปลายศตวรรษที่ 20 นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กลับมีลักษณะคล้ายกับผู้นำสหรัฐฯ รุ่นก่อนอย่างชัดเจน
ในปี 1983 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เคยบุกเกรเนดา โดยอ้างว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่มีความชอบธรรม เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาที่ทรัมป์มีต่อมาดูโร
ต่อมาในปี 1989 ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช สั่งบุกปานามาเพื่อโค่นล้ม มานูเอล โนริเอกา ซึ่งถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติดในสหรัฐฯ และมีการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่แทน
อย่างไรก็ตาม เบรตต์ บรูน อดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศในรัฐบาลบารัค โอบามา เตือนว่าสหรัฐฯ อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อน
“ผมไม่เห็นหนทางลัดของเรื่องนี้” เขากล่าว “สหรัฐฯ จะเข้าไปพัวพันกับเวเนซุเอลา และจะต้องเผชิญปัญหาใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย”







