แตะไต้หวันเป็นเรื่อง! ผงาดหญิงเหล็กชนมังกร จีนซัด "เล่นกับไฟ"
จีนเดือด! รุมสับ "ทากาอิจิ" ปลุกผีลัทธิทหาร ขู่แรง "เล่นกับไฟ ระวังแพ้ภัยตัวเอง" หลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงเรื่องไต้หวันและนิวเคลียร์
KEY
POINTS
- จีนฉะแหลกกล่าวหาญี่ปุ่นหวนคืนสู่ "ลัทธิทหาร" เต็มตัว จ้องแทรกแซงไต้หวัน
- คำขู่จีนไร้ผล กลับทำให้ภาพลักษณ์ "ทากาอิจิ" กลายเป็นวีรสตรี กล้าชนมหาอำนาจ กวาดคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นทันที
- มุกขู่แบนท่องเที่ยวอาจแป้กเพราะญี่ปุ่นนักท่องเที่ยวล้นอยู่แล้ว ถ้าจีนยกระดับสู่สงครามการค้า เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองและเข้าทางญี่ปุ่นเต็มๆ
สื่อของทางการจีนเปิดฉากโจมตีญี่ปุ่นระลอกใหม่ โดยระบุว่าท่าทีล่าสุดของ ซานาเอะ ทากาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่นต่อสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน เป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดว่า
โตเกียวกำลังหวนคืนสู่เส้นทางแห่ง "ลัทธิทหาร" (Militarism) พร้อมกล่าวเตือนว่า "ความเพ้อฝันทางทหาร" จะย้อนกลับมาทำให้ญี่ปุ่นแพ้ภัยตัวเอง
ชนวนความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นหลังจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า
กองทัพญี่ปุ่นอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปพัวพันหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในช่องแคบไต้หวัน
ถ้อยคำดังกล่าวจากผู้นำหญิงแห่งแดนปลาดิบ ทำเอาฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่แทบนั่งไม่ติดเปรียบเปรยอย่างรุนแรงว่าถ้อยแถลงดังกล่าว
เหมือน "ปลุกปีศาจลัทธิทหารให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง" และพยายามลากญี่ปุ่นกลับเข้าสู่วงจรสงครามเพื่อขยายอิทธิพล
ความตึงเครียดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อญี่ปุ่นส่งสัญญาณแตะต้อง "ของต้องห้าม" อย่างนโยบายอาวุธนิวเคลียร์
รายงานหลายแห่งระบุว่าญี่ปุ่นอาจยอมนโยบายความมั่นคง "หลักไม่ใช้นิวเคลียร์ 3 ประการ" เพื่อเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ ขนหัวรบนิวเคลียร์เข้ามาประจำการได้
สอดคล้องกับท่าทีของ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหม ที่ออกมา "โยนหินถามทาง" เรื่องการครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง
ทำเอา หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ต้องรีบออกมาเบรกตัวโก่ง ประณามว่าญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณอันตรายขั้นสุดต่อประชาคมโลก
กลยุทธ์การทูตจีน "เล่นใหญ่" แต่ผิดคิวจนพลาดท่า
ในมุมมองนักยุทธศาสตร์ กลับมองว่าการที่จีนออกมา "เต้น" กับเรื่องนี้อย่างเกรี้ยวกราด อาจเป็นการเดินหมากที่เข้าทางทากาอิจิเต็มๆ
แม้กงสุลใหญ่จีนประจำโอซาก้าจะขู่ด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่น "จะบั่นคอ" หรือใช้ภาษาข่มขู่ในโซเชียลมีเดียจีน ปลุกระดมด้วยถ้อยคำเลือดสาด
แต่ปฏิกิริยาของชาวญี่ปุ่นกลับตรงกันข้าม แทนที่จะหวาดกลัว สาธารณชนญี่ปุ่นกลับเริ่มรู้สึก "ชินชา" กับวาทกรรมเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่เคยชินกับการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
ชาวเน็ตญี่ปุ่นกลับพากันปั่นกระแสล้อเลียนกลับอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญ ผลโพลล่าสุดชี้ว่าคะแนนนิยมของทากาอิจิพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตสร้างวีรสตรีขี่ม้าขาว
สถานการณ์นี้กลายเป็นเวทีให้ทากาอิจิได้โชว์ฟอร์ม "หญิงเหล็ก" ยิ่งจีนขู่กรรโชกมากเท่าไร เธอก็ยิ่งดูมีความชอบธรรมในการผลักดันนโยบายสายอนุรักษนิยมมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างทุนจีนที่เข้ามากว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การไปเยือน ศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เคยเป็นของแสลง ก็อาจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเกรงใจใครหน้าไหน
ซึ่งหากจีนยังคงยกระดับความขัดแย้ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เธอจะต้องประนีประนอมอีกต่อไป
นอกจากนี้ ความก้าวร้าวของจีนยังเป็นตัวเร่งให้ญี่ปุ่นกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โดยสหรัฐฯ ได้ยืนยันพันธสัญญาในการปกป้องญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน ซึ่งทำให้ทากาอิจิดูเป็นวีรสตรีที่มีที่มีวุฒิภาวะสูงส่งขึ้นมาทันตาเห็น เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์อันธพาลของคู่กรณี
ไม้ตาย "แบนท่องเที่ยว" ที่ไร้มนต์ขลัง
ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แม้จีนจะขู่คว่ำบาตรด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักอันดับสองของญี่ปุ่นแต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจไม่สะเทือนญี่ปุ่นในเวลานี้
เพราะญี่ปุ่นกำลังปวดหัวกับปัญหา "นักท่องเที่ยวล้นเมือง" (Overtourism) อยู่พอดี การที่ทัวร์จีนหายไปอาจเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำในสายตาคนท้องถิ่น
ของจริงจะเริ่มก็ต่อเมื่อจีนตัดสินใจงัดมาตรการสงครามการค้าเต็มสูบมาใช้ ซึ่งรังแต่จะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง
และกลายเป็นการส่งเสริมบารมีให้ทากาอิจิ สร้างภาพจำใหม่ในฐานะหญิงเหล็กผู้กล้างัดข้อกับพญามังกรแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ที่มา: Bloomberg


