
สะเทือนเวที UN! ทรัมป์ประกาศกร้าว "โลกร้อนคือเรื่องแหกตา"
สะเทือนเวที UN! ทรัมป์ประกาศกร้าว "ภาวะโลกร้อนคือเรื่องแหกตาประชาคมโลก" พร้อมประณามพลังงานสะอาดตลอดสุนทรพจน์ที่ยาวนานเกือบหนึ่งชั่วโมง
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้สุนทรพจน์เกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม
โจมตีประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาดอย่างดุเดือด พร้อมกล่าวอ้างข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงหลายครั้ง ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติ
สุนทรพจน์ของทรัมป์มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มหานครนิวยอร์กกำลังจัดงานสัปดาห์สภาพภูมิอากาศ (Climate Week NYC)
และก่อนการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่บราซิลในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งสวนกระแสความพยายามของประชาคมโลกอย่างสิ้นเชิง
ทรัมป์ได้ตำหนินานาประเทศสำหรับความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและนโยบายผู้อพยพ
พร้อมตอกย้ำจุดยืนเดิมว่าภาวะโลกร้อนเป็น "เรื่องหลอกลวง" และ "การต้มตุ๋นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"
ทั้งที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมหาศาลยืนยันว่าโลกร้อนขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์
ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังหันมาโจมตีภาคพลังงานหมุนเวียนว่าเป็น "เรื่องตลก" โดยเฉพาะกังหันลมที่เขาเรียกว่า "น่าสมเพชสิ้นดี"
ทรัมป์ยังกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยว่า "จีนแทบไม่มีฟาร์มกังหันลม" และวิจารณ์สหราชอาณาจักรที่หันไปพึ่งพาพลังงานลมแทนการขุดเจาะน้ำมันในทะเลเหนือ
พร้อมทั้งเย้ยหยัน โดยกล่าวว่า "เราจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกา"
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างของทรัมป์กลับสวนทางกับข้อมูลความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง รายงานล่าสุดจากสถาบัน Ember ระบุว่า
เฉพาะในปี 2024 พลังงานลมและแสงอาทิตย์กลายเป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าป้อนความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นของจีนถึง 84%
ขณะที่ข้อมูลจาก BloombergNEF ยืนยันว่า จีนมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากลมสูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 3 เท่า และครองตำแหน่งผู้นำโลกด้านการติดตั้งพลังงานสะอาด
ส่วนสหราชอาณาจักรเองก็ผลิตไฟฟ้าจากลมได้เกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ จนกลายเป็นแหล่งพลังงานอันดับหนึ่งไปแล้ว
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่พยายามลดทอนความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและเร่งการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในสหรัฐฯ มาโดยตลอด
นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา รัฐบาลภายใต้การนำของทัมป์ได้ปลดนักวิทยาศาสตร์ ระงับทุนวิจัย ไปจนถึงการตัดงบประมาณโครงการที่ส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยาน โดยให้เหตุผลว่า "เป็นปฏิปักษ์ต่อรถยนต์"
การปราศรัยครั้งนี้สะท้อนการพลิกกลับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแบบหน้ามือเป็นหลังมือจากยุคของโจ ไบเดน
และยังแสดงให้เห็นความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะผลักประเด็นโลกร้อนให้ตกจากวาระสำคัญของโลก
โดยใช้ข้อตกลงการค้าเป็นเครื่องมือบีบให้ประเทศอื่นซื้อเชื้อเพลิงฟอสซิลจากสหรัฐฯ
ขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์กำลังหันหลังให้กับพลังงานสะอาด จีนกลับสวมบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีสีเขียวอย่างเต็มตัว ทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้ลงทุนรายใหญ่ในเวทีโลก
การประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวของทรัมป์ครั้งนี้ จึงอาจเป็นการเปิดช่องให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างไร้คู่แข่ง
ผู้อำนวยการจากสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย ให้ความเห็นทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
"ผู้นำจีนคงจะงุนงงกับคำพูดของทรัมป์ พวกเขาอาจจะหวังให้สหรัฐฯ เดินไปในเส้นทางนั้นต่อไป เพราะนั่นหมายถึงคู่แข่งของพวกเขาลดลงไปอีกหนึ่งราย"







