
สื่อใหม่เขย่าโลก
ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ เสียงเล็กๆ ที่เปล่งออกมา จึงดังก้องสั่นสะท้านไปทั่ว และทำให้โลกต้องหยุดรับฟัง.....
ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ เสียงเล็กๆ ที่เปล่งออกมา จึงดังก้องสั่นสะท้านไปทั่ว และทำให้โลกต้องหยุดรับฟัง.....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ย้อนหลังไปช่วงเดือน ธ.ค. 2553 ตูนิเซีย ประเทศทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลกหลังจากประชาชนทั้งประเทศลุกฮือขึ้นมาขับไล่ผู้นำออกนอกประเทศเป็นผลสำเร็จ จากจุดเริ่มต้นที่เป็นการประท้วงเล็กๆ ก่อนบานปลายลุกลามครอบคลุมทั้งประเทศ และสิ้นสุดลงเมื่อ ม.ค. ปี 2554 ด้วยชัยชนะของประชาชน และเพียงแค่คืนเดียว
เสียงจากประเทศเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นเสียงที่ทั่วโลกจำต้องเงี่ยหูฟัง ขณะที่ภาพและเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนในหลายประเทศจับมือลุกขึ้นต่อกรเพื่อสิทธิเสรีภาพที่ควรมีควรได้
อียิปต์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทุกวันนี้โลกรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอียิปต์ และไม่นานนัก โลกก็รับรู้เรื่องราวในเยเมน ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนที่สุดในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งประชาชนในประเทศต่างลุกฮือออกมาชุมนุมขับไล่ผู้นำประเทศเช่นเดียวกัน
ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ล้วนมีเบื้องหลัง สาเหตุ และที่มาที่แตกต่างกันในรายละเอียด แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือบทบาทสำคัญของสื่อใหม่ (New Media) ที่ก้าวเข้ามามีส่วนผลักดันให้ประชาชนไขว่คว้าในสิ่งที่ควรเป็นของตน
ศ.เฮนรี กีรูกซ์ จากมหาวิทยาลัยแคนาดา แม็กมาสเตอร์ (Canada’s McMaster University) ได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจไว้อย่างหนึ่งว่า ความวุ่นวายในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ ไม่เพียงแต่สร้างนิยามใหม่ในแง่การเมือง การศึกษา และสังคมเท่านั้น แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการตั้งคำถามของบทบาทด้านสื่อใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ที่มีส่วนในการผลักดันสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ด้วยฝีมือของประชาชนคนธรรมดาซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะประชาชนในประเทศนั้นๆ เท่านั้น แต่หมายรวมถึงประชากรจากทั่วโลกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสื่อใหม่ อย่างอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) คือเครื่องมืออันทรงอิทธิพลที่สุด และถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการกดปุ่ม เริ่มการปฏิวัติ ร่างการปฏิรูปสังคมสมัยใหม่ในขณะนี้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนหนีไม่พ้นอียิปต์ เพราะถึงจะมีอำนาจอยู่ในมือมากมาย ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารักแห่งอียิปต์ก็ไม่สามารถปิดกั้นโลกไม่ให้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอียิปต์ได้ ทั้งความพยายามในการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ บล็อกสัญญาณอินเทอร์เน็ต ตลอดจนดึงปลั๊กเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากชาวเน็ตทั่วโลกซึ่งตามเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ประชาชนชาวอียิปต์สามารถบอกเล่าเหตุการณ์แท้จริงให้โลกภายนอกรู้เห็น
เพียงหนึ่งวันหลังจากการตัดการเชื่อมต่อ (2 ก.พ. 2554) ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า แม้รัฐบาลอียิปต์จะประสบความสำเร็จในการสั่งปิดระบบการสื่อสารทุกชนิด ทุกประเภท แต่อียิปต์ก็ไม่สามารถปิดช่องทางของเทคโนโลยีซึ่งหาหนทางเล็ดลอดเชื่อมต่อคนในพื้นที่ได้
ในที่สุด โดยกูเกิล ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ของโลก จับมือกับเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่างทวิตเตอร์สร้างหนทางติดต่อสื่อสารระหว่างคนอียิปต์ในพื้นที่ด้วยกันเองกับโลกภายนอก
“สปีก ทู ทวีต” (Speak 2 tweet) คือชื่อของโปรแกรมดังกล่าว โดยอาศัยหลักการทำงานง่ายๆ เพียงแค่โทรศัพท์เข้าไปหมายเลขที่กำหนด และฝากข้อความเสียงเอาไว้ ข้อความที่ฝากไว้จะไปปรากฏบนหน้าจอทวิตเตอร์โดยฉับพลัน ส่งผลให้ทั่วโลกยังคงสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวในอียิปต์ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณมือถือแต่อย่างใด
อุจจ์วัล ซิงก์ ผู้ร่วมก่อตั้งโปรแกรมเซย์นาว ของกูเกิล ซึ่งใช้รองรับระบบคู่กับทวิตเตอร์ กล่าวว่า ความร่วมมือในการผลักดันระบบดังกล่าวเป็นผลมาจากความต้องการข้อมูลข่าวสารของผู้คนทั่วโลกที่ไม่อาจละสายตาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอียิปต์ไปได้ จนนำไปสู่แนวคิดที่จะช่วยจัดหาหนทางให้คนอียิปต์ในพื้นที่ได้มีที่แสดงออก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โปรแกรมดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเหลือให้ประชาชนอียิปต์สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันภายใต้ช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
รัฐบาลอียิปต์ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก คงคาดเดาไปว่า หากสามารถตัดขาดผู้คนจากการ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ คงสามารถบรรเทาสภาวะตึงเครียดจากการชุมนุม และปิดบังเรื่องราวภายในประเทศให้เรียบร้อยลงได้ปราศจากการแทรกแซง หรือการประณามจากโลกภายนอก
องค์กรที่ติดตามการเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ได้เฝ้าสังเกตการณ์การใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตในอียิปต์อย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมรายงานว่า รัฐบาลอียิปต์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการรับมือกับสถานการณ์การชุมนุมที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกใบนี้ให้ประจักษ์ เพราะธรรมดาแล้ว ท่ามกลางความวุ่นวายของการชุมนุมประท้วง ประเทศอื่นๆ อย่างจีน อิหร่าน ตูนิเซีย หรือแม้กระทั่งไทยจะมีการบล็อกหรือกีดกันไม่ให้เข้าถึงเว็บข้อมูลข่าวสาร หรือบริการของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่นเดียวกับที่อียิปต์กีดกันไม่ให้มีการใช้เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์
แต่ความพยายามของรัฐบาลอียิปต์ในการปิดระบบ (Shut Down) การสื่อสารบนโลกออนไลน์ทุกอย่าง ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในอียิปต์ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้เท่านั้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังเทียบได้กับการทำให้คนอียิปต์กลายเป็นคนง่อยเปลี้ย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญมีโอกาสพัฒนาระบบอุปกรณ์เซ็นเซอร์เพื่อขัดขวางการเข้าถึงเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น คณะทำงานระดับมันสมองของชาติตะวันตก กล่าวว่า การตัดสัญญาณเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตโดยพลการของรัฐบาลอียิปต์ในระหว่างที่มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านและขับไล่ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐ
องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวว่า การบล็อกสัญญาณบริการ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตทางธุรกิจประมาณ 3–4% ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอียิปต์สูญเสียรายได้ถึงวันละ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ เหล่าคณะผู้บริหารต่างออกเสียงเตือนว่า การตัดสินใจตัดสัญญาณ ขัดขวางหรือรบกวนการทำงานของเครือข่ายสัญญาณการสื่อสารจะส่งผลเสียหายต่อประเทศอียิปต์ในระยะยาว เนื่องจากด้วยสภาพเงื่อนไขภายใต้ระบบการสื่อสารที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้นักลงทุนนานาประเทศขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้านำเงินมาลงทุน
เมื่อโลกเปรียบเสมือนหมู่บ้านเล็กๆ (Global Village) ในจักรวาล และเทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่คือความก้าวหน้าที่ทำลายปราการแห่งพรมแดนระหว่างกันและกันให้หมดไป แม้ไม่อาจเข้าใจภาษาที่ใช้ในการสื่อสารได้ตรงกัน แต่สิ่งที่เห็นผ่านทางสายตาคือภาษาสากลที่คนทั่วโลกสามารถรับรู้และเข้าใจถึงเรื่องราวได้ดีในระดับหนึ่ง
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไร หากภาพที่เกิดขึ้น|ในอียิปต์จะสามารถเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากบรรดาชาวเน็ต (Netizens) ให้แปลงสถานะของตัวเองเป็นนักเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ (Cyber Activists) โดยอาศัยการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีการสื่อสารก่อร่างสร้างคลื่นกระทบและถมช่องว่างระหว่างโลก|ที่คนคนนั้นมี กับโลกที่ต้องการจะมี
ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ เสียงเล็กๆ ที่เปล่งออกมา จึงดังก้องสั่นสะท้านไปทั่ว และทำให้โลกต้องหยุดรับฟัง
จากสถิติผู้ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดย Internet World Stats เมื่อเดือน มิ.ย. 2553 ระบุว่าขณะนี้|ทั่วโลกมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วทั้งสิ้นเกือบ 2,000 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 360 ล้านคนในปี 2543 และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดย 63 ล้านคนเป็นผู้ใช้ที่อยู่ในแถบตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน บาห์เรน อิสราเอล เลบานอน ปาเลสไตน์ ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และเยเมน ขณะที่ 110 ล้านคนอยู่ในทวีปแอฟริกา เช่น โมร็อกโก ยูกันดา เคนยา แอฟริกาใต้ ซูดาน ตูนิเซีย และอียิปต์ เป็นต้น
ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมากมายเพียงใด
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ การเติบโตของสังคมสารสนเทศที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันส่งผลให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการสื่อสารไปตามเทคโนโลยี โดยพึ่งพาระบบการสื่อสารอย่างอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที
สื่ออินเทอร์เน็ต จึงเป็นสื่อกลางที่ทรงประสิทธิภาพในการเข้าถึงสังคม บวกกับต้นทุนสำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ต อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ง่ายต่อการใช้งาน สะดวก และรวดเร็ว รวมถึงสามารถกระจายข้อมูลข่าวสารไปยังสังคมวงกว้างได้โดยตรง
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรหากความเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้น จะใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านนี้ ซึ่งยังคงมีความเป็นอิสระเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างพลังอำนาจซึ่งมากพอที่จะสามารถเจรจาต่อรองกับรัฐบาลได้อย่างเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ขึ้นอยู่กับมุมมองและการเลือกใช้ของปัจเจกบุคคล แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่า สื่อใหม่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์พึงมี แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้เช่นกันว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงละเลย เรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับและระมัดระวังในการใช้งานก็คือว่า
ในขณะที่เทคโนโลยีช่วยให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน และทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้คนชัดเจนมากขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันคือ โลกใบเดียว เมื่อนั้น มนุษย์อาจรู้หนทางในการอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริงก็เป็นได้







