
หวั่นฟองสบู่ฉุดศก.จีนร่วงแรง
‘ดาวอส’ชี้อสังหาฯยังน่ากลัวหวั่นใช้ยาแรงคุมฉุดจีดีพีฮวบ
‘ดาวอส’ชี้อสังหาฯยังน่ากลัวหวั่นใช้ยาแรงคุมฉุดจีดีพีฮวบ
เวทีประชุมเศรษฐกิจโลกหวั่นจีนติดบ่วงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ชี้สถานการณ์ไม่ต่างจากฟองสบู่ญี่ปุ่น 10 ปีที่แล้ว
ที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ต่างแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีน ซึ่งหลายฝ่ายวิตกว่าหากเกิดฟองสบู่แตกในภาคอสังหาฯ ของจีนขึ้นมา อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างรุนแรง
“จีนจะสามารถลดความร้อนแรงของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ นี่คือปัญหาใหญ่ที่น่าวิตก และจีนเองก็ค่อนข้างจะเป็นกังวลต่อเรื่องนี้ หากลองเทียบสัดส่วนมูลค่าบ้านกับจีดีพีก็จะเห็นว่า สถานการณ์ของจีนในวันนี้เหมือนกับญี่ปุ่นในช่วงก่อนวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์” นาริมาน เบราเวช นักวิเคราะห์จาก บริษัท เอเอชเอส โกลบอล อินไซท์ กล่าว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมการสร้างเมืองใหญ่ ส่งผลให้ราคาบ้านในจีนยังขยายตัวสูงขึ้นในช่วง 4 เดือนจนถึงเดือน ธ.ค. แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการสกัดความร้อนแรงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ขณะที่สถาบันสังคมศาสตร์ของทางการจีนได้เตือนเมื่อเดือน ธ.ค. ว่า ในผลสำรวจราคาอสังหาริมทรัพย์ 35 เมืองใหญ่ในจีนนั้น พบว่ามีถึง 11 เมือง รวมถึงกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ ที่มีมูลค่าสูงเกินจริงระหว่าง 30–50%
วันศุกร์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ออกมาตรการล่าสุดออกมา ด้วยการขึ้นภาษีอสังหาริมทรัพย์ในอีก 2 เมืองใหญ่ คือ เซี่ยงไฮ้และฉงชิ่ง โดยผู้ที่ต้องการซื้อบ้านราคาแพงหลังที่ 2 จะต้องจ่ายภาษีอสังหาริมทรัพย์ต่อปีระหว่าง 0.4–1.2%
เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว จีนเพิ่งประกาศเพิ่มวงเงินดาวน์บ้านหลังที่ 2 จาก 50% เป็น 60% ส่วนบ้านหลังแรกต้องมีเงินดาวน์อย่างต่ำ 30% ขึ้นไป นอกจากนี้ธนาคารยังถูกห้ามปล่อยเงินกู้สำหรับการซื้อบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จางซิน ผู้ก่อตั้งโซโห ไชนา ลิมิเต็ด กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในจีน กล่าวว่า ราคาบ้านในจีนวันนี้เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของตลาดอย่างแท้จริง และน่าจับตาสถานการณ์ในปีหน้ามากกว่า
เช่นเดียวกับ สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล ที่มองว่า มีหลายเหตุผลที่เชื่อได้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนร้อนแรงเกินไป แต่รัฐบาลจีนมีบุคลากรที่มี ความสามารถอยู่มากและจะควบคุมปัญหาดังกล่าวได้ โดยมาตรการคุมความร้อนแรงอาจฉุดให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ราว 9% จาก 10%







