posttoday
เจาะแผนพัฒนาท่าเรือไทย ทิศทางที่ต้องเร่งทำความเข้าใจ

เจาะแผนพัฒนาท่าเรือไทย ทิศทางที่ต้องเร่งทำความเข้าใจ

22 มกราคม 2553

การท่าเรือต่างๆ ขยับตัวกันคึกคักรับสัญญาณบวกปีเสือกันถ้วนหน้าภายใต้การคาดการณ์ว่าจีดีพีโลกจะขยับขึ้นไป 2.7%.... 

การท่าเรือต่างๆ ขยับตัวกันคึกคักรับสัญญาณบวกปีเสือกันถ้วนหน้าภายใต้การคาดการณ์ว่าจีดีพีโลกจะขยับขึ้นไป 2.7%.... 

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางการค้าโลกที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 4 ของปีนี้ และทำท่าจะดีดตัวพุ่งขึ้นถึง 4.3% ตลอดทั้งปี 2553 ตามรายงานของธนาคารโลก ก็ทำให้บรรดาผู้ส่งออกนำเข้า บริษัทขนส่ง และการท่าเรือต่างๆ ขยับตัวกันคึกคักรับสัญญาณบวกปีเสือกันถ้วนหน้าภายใต้การคาดการณ์ว่าจีดีพีโลกจะขยับขึ้นไป 2.7%

เฉพาะท่าเรือกรุงเทพในไตรมาสแรกของปี 2553 (ต.ค.–ธ.ค. 2552) ก็มีกำไรสุทธิพุ่งขึ้นไปแล้วถึง 915 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 12.8% ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณเรือเทียบเพิ่มขึ้น 8.51% นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ที่สดใสไม่เลว

ทว่าอีกด้านหนึ่งของช่วงเวลาเดียวกัน ชาวบ้านชุมชนเขตท่าเรือแหลมฉบังกว่า 200 ครอบครัว กลับต้องวิ่งหนีกันอย่างอลหม่านเมื่อวันที่ 26 พ.ย. หลังเกิดการรั่วไหลของสารพิษที่ท่าเทียบเรือบี 3 ในท่าเรือแหลมฉบัง

สะท้อนถึงความมั่งคั่งที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงของสังคม ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย แต่ยังเป็นปัญหาโดยรวมของท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการตระหนักเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Develop ment) อย่างเพียงพอ 

จากรายงานการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลของโคลด กงตัวส์ และไบรอัน สแล็ก พบว่าในการประเมินท่าเรือที่มีผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยมในปี 2004 นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นท่าเรือในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนในทวีปเอเชียแปซิฟิก มีเพียงออสเตรเลียประเทศเดียวที่ได้ติดอยู่ในกลุ่ม โดยไร้ซึ่งท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก

ล่าสุด สมาคมท่าเรืออาเซียน (เอพีเอ) และสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมนี (จีทีแซด) ได้ร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน เพื่อหวังให้ท่าเรือ 9 แห่งในภูมิภาคซึ่งได้รับเลือกในโครงการนี้ สามารถปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยได้ รวมทั้งพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของท่าเรือให้มีคุณภาพควบคู่ไปกับประสิทธิภาพและความยั่งยืน

จากความร่วมมือก่อนหน้านี้ในการจัดการเรื่องสินค้าอันตรายในท่าเรืออาเซียนระหว่างปี 2005–2006 เอพีเอและจีทีแซดได้เดินหน้าสานต่อความร่วมมือในโครงการดังกล่าว ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่ผ่านมา โดยคัดเลือกท่าเรือทั้งหมด 9 แห่ง จาก 5 ประเทศในอาเซียน ประกอบด้วยท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ท่าเรือไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ท่าเรือพนมเปญ และท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ท่าเรือคากายัน เด โอโร ประเทศฟิลิปปินส์ ท่าเรือทันจุง ปริอ็อก และท่าเรือทันจุง เปรัก จากอินโดนีเซีย

ร.ต.วิโรจน์ จงชาญสิทโธ รองผู้อำนวยการสายพัฒนาองค์กรและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาท่าเรืออย่างยั่งยืนโดยมีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตในระยะยาว ช่วยในด้านการทำงานอย่างบูรณาการ ซึ่งจะส่งผลดีเป็นลูกโซ่ไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องความสุขของพนักงานและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดรายได้และประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับอุบัติเหตุต่างๆ ที่จะลดลง

“การประเมินที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดนั้นคงเป็นตัวชี้วัดด้านอุบัติเหตุที่จะลดลง ปัจจุบันนี้มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ย 30 ครั้งต่อปี หากเราสามารถลดได้ 10–20% ต่อปี ก็จะถือเป็นความสำเร็จ และจะเป็นการลดคอสต์ลงได้มาก” ร.ต.วิโรจน์ กล่าว

แน่นอนว่าการยกมาตรฐานดังกล่าวก็จะช่วยส่งผลให้ภาพลักษณ์ของการท่าเรือดีขึ้นด้วย ทุกองค์กรต้องพยายามยกระดับในด้านต่างๆ รวมทั้งบุคลากร และต้องมีขั้นตอนการทำงานต่างๆ ที่ชัดเจน ทุกท่าเรือจึงจำเป็นต้องมุ่งสู่มาตรฐานในระดับสากล

ด้าน อูเว ไบรต์ลิง หัวหน้าคณะทำงานของจีทีแซด กล่าวว่า ปัจจุบันท่าเรือของไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์นั้น เดินมาถูกทางแล้วในการมุ่งไปสู่การจัดการท่าเรืออย่างยั่งยืน แต่ก็ยังต้องมีการดำเนินการให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งความรวดเร็วของกระบวนการจัดการ มาตรฐานความปลอดภัย และมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญไปสู่การเป็นท่าเรือที่ดี

หัวหน้าคณะทำงานของจีทีแซดยังได้ย้ำด้วยว่า การลงมือทำให้บรรลุผลสำเร็จ (Implementation) นั้นคือหัวใจสำคัญที่ท่าเรือในอาเซียนต้องการ เพราะการจัดการท่าเรืออย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ใช่ปัญหาเรื่องการเงินหรือเทคโนโลยี ท่าเรือในอาเซียนนั้นพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และยังมีกฎหมายบังคับใช้ในแต่ละประเทศอยู่แล้ว
สิ่งที่ขาดไปจึงอาจเป็นเพียง “แรงจูงใจ” ที่จะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาตระหนักและทำตามกฎมาตรฐานต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม

เพราะไม่เช่นนั้นรายได้มหาศาลอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไปกับการเก็บกวาดในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบหรือผลทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันน่านน้ำในอาเซียนมีจุดได้รับผลกระทบด้านมลพิษจากการขนส่งที่ต้องจับตามองหลักๆ ถึง 5 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย ช่องแคบมะละกา อ่าวจาการ์ตา อ่าวมะนิลา และทะเลโบไห่
ทุกวันนี้มีการปล่อยของเสียลงสู่ทะเลและมหาสมุทรถึง 8 ล้านชิ้นต่อวัน และหากมีการประมวลเอาการขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลกเป็นประเทศ ประเทศแห่งนี้จะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก...!

ความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างไม่ยั่งยืน จึงต้องถูกมองมุมใหม่กันเสียที

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์