
เตือนภาคการเงินโลกยังเสี่ยง! 'เอฟเอโอ' วอนต้านเก็งกำไรราคาอาหาร
ไอเอ็มเอฟ เตือนเสถียรภาพการเงินโลกยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงรุนแรงในอีก 2 ปีข้างหน้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วยังคงไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้ปัญหาอัตราการว่างงาน ด้านเอฟเอโอ เตือนวิกฤตราคาอาหารเขย่าโลก
ไอเอ็มเอฟ เตือนเสถียรภาพการเงินโลกยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงรุนแรงในอีก 2 ปีข้างหน้า และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วยังคงไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้ปัญหาอัตราการว่างงาน ด้านเอฟเอโอ เตือนวิกฤตราคาอาหารเขย่าโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานว่าด้วยเรื่องความมั่นคงทางการเงินโลก โดย โจเซ วีนัลส์ ที่ปรึกษาด้านการเงินของไอเอ็มเอฟ ระบุชัดเจนว่า ความมั่นคงทางการเงินยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากความล้มเหลวในการปฏิรูปมาตรการทางการเงิน และนโยบายในการแก้ปัญหาภาคการเงินและการธนาคาร ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง นับตั้งแต่โลกต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เป็นต้นมา
เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัวเพียง 2.5% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงรักษาระดับการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง โดยจะเติบโตถึง 6.5%
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีความบอบบางและเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดปัญหาภาวะหนี้สินเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยูโรโซน
ซ้ำร้าย โอลิเวียร์ เบลนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ยังเผยว่า อัตราการว่างงานจะยังคงสูงมากทั้งในปีนี้และปีหน้า และต้องใช้เวลานานในการแก้ไขและคลี่คลาย เนื่องจากการเติบโตของกลุ่มประเทศมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจะยังคงไม่สามารถอุดรอยรั่วของปัญหาที่เกิดขึ้นได้
“กลุ่มประเทศเศรษฐกิจมั่งคั่งจะติดหล่มทางการเงิน หนี้มหาศาล ภาวะขาดดุลที่สูงมาก และสิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป และจะต้องใช้เวลานาน” เบลนชาร์ด กล่าว
ข้อมูลจากสหภาพยุโรป (อียู) ก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าอัตราการว่างงานของประชากรในกลุ่มประเทศยูโรโซนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือน พ.ย. 2553 ซึ่งทะลุเกิน 10% แล้ว เช่นเดียวกับสหรัฐที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ทะยานขึ้นสู่ตัวเลข 2 หลักไปแล้ว
ทั้งนี้ ใช่ว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างบราซิล และจีน จะไม่เผชิญกับปัญหาหรือปัจจัยเสี่ยง แต่ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของรัฐบาลในการจัดการกับภาวะเงินทุนไหลเข้า และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ เบลนชาร์ดยังกระตุ้นให้จีนเร่งปรับอัตราค่าเงินหยวนขึ้นด้วย และผลักดันให้ประเทศตะวันตกเดินหน้าเร่งมาตรการเพิ่มดีมานด์การส่งออก เพื่อช่วยสร้างงาน พร้อมทั้งแนะให้ยุโรปต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงของกองทุนช่วยเหลือวิกฤตหนี้ด้วยเช่นกัน
ไอเอ็มเอฟยังได้มีการประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมของปี 2554 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 4.2% ปรับขึ้นเป็น 4.4%
ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้ปรับอัตราการขยายตัวสหรัฐในปี 2554 เพิ่มขึ้น 0.7%
สำหรับ 2 ประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูงถึง 9.6% และ 8.4% ตามลำดับ เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่เติบโตอยู่ที่ 8.4%
ในวันเดียวกัน ฌาร์ก ดีอูฟ ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เขียนแสดงความคิดเห็นไว้ในนิกเกอิ หนังสือพิมพ์รายวันด้านธุรกิจของญี่ปุ่น เกี่ยวกับกฎและมาตรการในการแก้ไขและจัดการกับปัญหาเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
“ราคาที่สูงขึ้นและภาวะความผันแปรจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า ถ้าหากเรายังคงล้มเหลวในการจัดการถึงสาเหตุในเชิงโครงสร้างของความไม่สมดุลในระบบเกษตรกรรม”
ทั้งนี้ ความคิดเห็นของเอฟเอโอสอดคล้องกับคำเตือนและข้อเรียกร้องของประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส ที่กล่าวไว้เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ม.ค. ว่า โลกอาจต้องเผชิญกับวิกฤตและจลาจลจากภาวะราคาสินค้าประเภทอาหาร อีกทั้งยังจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง ถ้าบรรดาผู้นำโลกยังไม่สามารถจัดการกับภาวะราคาอาหารที่ทะยานพุ่งสูงขึ้น
ปัจจุบันราคาอาหารโลกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากความกังวลในเรื่องของสภาพอากาศโลกที่ย่ำแย่และผันแปรมากขึ้น
“ความไม่มั่นคงในอาหารจะส่งผลกระทบต่อประชากรโลกที่ยากจนอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น และสิ่งนี้เองที่จะส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองในหลายประเทศ จนกระทั่งเป็นภัยคุกคามความมั่นคงและสันติสุขของโลก” ดีอูฟ กล่าว
เอฟเอโอยังเรียกร้องให้มีการออกมาตรการใหม่ผลักดันเรื่องความโปร่งใส และการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรล่วงหน้า โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกีดกันทางการค้าของกลุ่มประเทศมั่งคั่ง ซึ่งสร้างความไม่สมดุลของดีมานด์และซัพพลายในตลาด







