
เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลพุ่ง แม้ทั่วโลกวอนเลิกใช้
แม้มติในการประชุม COP26 เมื่อ 2 ปีแล้ว รัฐบาลจากหลายประเทศจะเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่าควรยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางเมื่อ เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นับตั้งแต่การประชุม COP26 เมื่อ 2 ปีแล้ว เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้าน - 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลจากหลายประเทศเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 28 ในปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นในกรุงดูไบ ประเทศสมาชิกจากสหภาพยุโรปจะพยายามขับเคลื่อนข้อตกลงให้เข้มงวดขึ้น โดยตีกรอบระยะเวลาเพื่อบรรลุแนวทางยุติการให้เงินอุดหนุนกับกลุ่มพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในเวลาที่กำหนดไว้ในปี 2030 แต่ยังไม่เป็นที่แนวชัดว่าแนวทางนี้จะได้รับการสนับสนุนมากน้อยเพียงใด
สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการตอบสนองต่อความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน
และประเทศต่อไปนี้ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น
จีน
ข้อมูลจาก IMF เผยว่า ปี 2022 เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของจีนมีมูลค่าสูงสุดในโลกที่ 2.2 ล้านล้านเหรียญ หรือ 12.5% ของ GDP โดยเงินส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนโดยตรง หรือให้สินเชื่อแบบพิเศษ
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา จีนยังเปิดตัวโครงการใหม่ ที่จะให้เงินอุดหนุนแก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เพื่อเตรียมกำลังการผลิตให้พร้อมใช้งานเมื่อมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นมาตรการที่ผู้ให้บริการไฟฟ้าในสหรัฐฯใช้ เพื่อไม่ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินถูกปิดตัวลง
นอกจากนี้ ทางการจีนมีส่วนแทรกแซงด้านพลังงานอยู่บ่อยครั้ง เพื่อกดราคาน้ำมันให้ต่ำลงและรักษาฐานผู้บริโภคไว้ เช่นให้เงินอุดหนุนแก่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศเมื่อราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อคงราคาน้ำมันในประเทศไว้ในระดับที่ผู้บริโภคเอื้อมถึง
สหรัฐอเมริกา
IMF ประมาณการว่า ในปี 2022 เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 7.6 แสนล้านดอลลาร์ เป็นอันดับ 2 รองจากจีน อย่างไรก็ตาม การระบุตัวเลขเงินอุดหนุนที่แน่ชัดในสหรัฐฯ ถือว่ามีความซับซ้อนพอสมควรเพราะถูกรวมเข้ากับการจัดเก็บภาษี รวมถึงยังมีต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันที่ไม่ระบุตัวตน ที่ช่วยให้ผู้ผลิตได้รับการลดหย่อนภาษีจากการขุดก๊าซธรรมชาติ น้ำมันและถ่านหิน
แม้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต จะเสนอให้ยกเลิกเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในปีงบประมาณของเขา แต่กลับไม่ได้เสียงตอบรับจากสภาจนทำให้แนวทางดังกล่าวต้องหยุดชะงัก
รัสเซีย
IMF ระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลทางทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลกและยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ด้วยการให้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลราว 4.2 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2022
เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซีย ยังรวมถึงการให้เงินกับโรงกลั่นน้ำมันแทนการส่งออกในราคาที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยการซื้อขายของตลาดภายในประเทศ
อินเดีย
ตามข้อมูลของ IMF เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในอินเดียมีมูลค่ารวม 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งพลังงานถ่านหินถือเป็นส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของอินเดีย และอินเดียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโลก
สำหรับเงินอุดหนุนพลังงานถ่านหิน ยังรวมถึงการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับอุปกรณ์ทำเหมือง การลดอัตราขนส่งสำหรับรถไฟทางไกล และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ยุโรป
ในปี 2022 IMF เผยว่ารัฐบาลยุโรปเพิ่มเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 2 เท่า จนมูลค่าแตะ 3.1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานที่สืบเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
โดยรัฐบาลของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปได้ดำเนินมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลชั่วคราวอย่างน้อย 230 มาตรการ หลังจากที่รัสเซียลดปริมาณการส่งก๊าซไปยังยุโรปลง
อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนที่สุดว่าจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลง
ตะวันออกกลาง
ข้อมูลของ IMF เผยว่า เมื่อเฉลี่ยเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อคน ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงกาตาร์และซาอุดีอาระเบียให้เงินอุดหนุนต่อหัวสูงที่สุด โดยในอดีต รัฐบาลในภูมิภาคนี้จะกดราคาพลังงานให้ต่ำเพื่อกระจายความมั่งคั่งของทรัพยากรให้กับประชากรของตน เช่น กาตาร์มีการให้บริการไฟฟ้าฟรีแก่ประชาชนในประเทศ
แคนาดา
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แคนาดาได้เผยแผนยกเลิกการให้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่โครงการน้ำมันและก๊าซยังสามารถรับเงินอุดหนุนได้ หากโครงการมีแผนที่ชี้ให้เห็นว่าใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยมลพิษอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมวิจารณ์ว่านโยบายดังกล่าวยังขาดรายละเอียดและเปิดช่องโหว่ไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง







