
เอเชียกระอักวิกฤตราคาอาหารพุ่ง
เตือนกลางปีเงินเฟ้อโต15% ประเทศใหญ่งัดมาตรการสกัด
โพสต์ทูเดย์
— แนวโน้มราคาอาหารในเอเชียเริ่มอันตราย รัฐบาลเร่งสกัดเงินเฟ้อ หวั่นกระทบเสถียรภาพ เตือนมาตรการควบคุมราคาอาจไม่ช่วยมากนักสถานการณ์ราคาอาหารแพงในเอเชียทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ถีบตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ล่าสุด นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ แห่งอินเดีย สั่งการให้คณะรัฐมนตรีหารือถึงหนทางในการแก้ปัญหาราคาอย่างเร่งด่วน หลังจากราคาอาหารพุ่งขึ้นมาถึง 18% อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศยังเผชิญกับสภาพอากาศแห้งแล้งผิดปกติ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียพยายามหลีกเลี่ยงกระแสความไม่พอใจของประชาชน ด้วยการปล่อยข้าวเจ้าและข้าวสาลีจากคลังสำรองของประเทศเข้าสู่ตลาด ขยายกำหนดเวลาห้ามส่งออกพืชตระกูลถั่วอันเป็นอาหารหลักในประเทศ รวมถึงการใช้มาตรการจำกัดการกักตุนน้ำตาล
อย่างไรก็ตาม เกาศิก พาสุ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังอินเดีย เตือนว่า การประเมินความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมราคาสินค้าสูงเกินไปถือเป็นเรื่องอันตราย
“
การคิดว่ารัฐบาลสามารถควบคุมความเคลื่อนไหวของราคาอาหารให้ขึ้นลงได้ตามความต้องการถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ รัฐบาลเป็นเพียงผู้ปรับใช้มาตรการและทำได้เพียงส่งสัญญาณ หรือใช้มาตรการแทรกแซงเชิงยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้มากที่สุดเท่านั้น” พาสุ กล่าวด้านรัฐบาลจีนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาเดินสายเยี่ยมประชาชนที่มีรายได้ต่ำในกรุงปักกิ่ง พร้อมสัญญาที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ขณะที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แถลงผ่านสถานีวิทยุแห่งชาติ ย้ำถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการควบคุมราคาอาหารให้มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม รายงานการวิจัยโดยเครดิต สวิส สถาบันการเงินชั้นนำที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า แนวโน้มสถานการณ์น่าเป็นห่วง และคาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อในสินค้าประเภทอาหารทั่วเอเชียจะสูงถึง 15% ในช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้ ยังยากที่จะประเมินความเสียหายจากอุทกภัยในไทย เวียดนาม และปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศผู้ปลูกข้าวรายหลักของโลก ทว่าสถานการณ์ในเอเชียในปีนี้จะไม่เลวร้ายเท่ากับวิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2551
แองเจลิโต บานาโย ผู้บริหารของสำนักอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์จะลดปริมาณการนำเข้าข้าวลงเป็นจำนวนมากในสัดส่วน 1 ใน 3 ของปริมาณนำเข้าเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากขณะนี้ฟิลิปปินส์มีปริมาณข้าวในสต๊อกจากเมื่อปีที่แล้วในระดับที่มากพอ
ทั้งนี้ ปริมาณการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์มีผลต่อราคาข้าวในตลาดโลกอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวมากที่สุดในโลก







