
ประท้วง COP 27 งานบังหน้า ค้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวว่าการประชุม COP 27 ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กลับกัน งานประชุมนี้อาจเป็นเพียงเปลือกเพื่อล็อบบี้ยิสต์การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
การประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP27) ณ เมือง ชาร์ม เอล เชค ประเทศอียิปต์ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ในขณะที่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ส่งตัวแทนกว่า 600 คน เข้าร่วมหารือ แต่กลับกลายเป็นประเด็นใหญ่เมื่อกลุ่มนักรณรงค์ Global Witness ตั้งแง่ว่าจำนวนตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลกลับมีตัวเลขที่สูงกว่าคณะผู้แทนจาก 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศมากที่สุดเสียอีก
ขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนเรียกร้องให้ตัวแทนจากประเทศที่ก่อมลพิษรายใหญ่ของโลก ไม่ควรเข้าร่วมการเจรจาเรื่องสภาพอากาศในครั้งนี้ ทั้งยังกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะขับไล่ผู้สร้างมลพิษรายใหญ่ให้ออกจากพื้นที่และเรียกคืนจุดประสงค์ที่แท้จริงของการประชุม ความยุติธรรมด้านสภาพอากาศต้องเกิดขึ้นและควรเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เมื่อเทียบกับการประชุม COP 26 ที่กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์เมื่อปีที่แล้ว จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 25% ซึ่งตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกนับรวมไปในจำนวนดังกล่าวแล้วเช่นกัน
ในส่วนของประเทศที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมมากที่สุดในปีนี้ตกเป็นของประเทศผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งยังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP28 ในปีหน้า ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ ด้วยตัวเลขผู้เข้าร่วมประชุมถึง 1,070 คน จากเดิมที่มีเพียง 170 คนในปีที่แล้ว
การประชุมในครั้งนี้ย่อมเป็นการหารือเพื่อหาทางออกแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่ประเทศส่วนใหญ่จากทวีปแอฟริกาแย้งว่า พวกเขาควรได้รับอนุญาตให้พัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้หลุดพ้นจากความยากจน
กรรมาธิการปิโตรเลียมของนามิเบียยังสะท้อนความเห็นจากชาติอื่นๆในแอฟริกาว่า จำนวนตัวแทนจากบริษัทก๊าซและน้ำมันหลายแห่งที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เพราะอยากส่งข้อความและแสดงจุดยืนว่าเราจะพัฒนาแหล่งพลังงานทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของประชาชนของเรา
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ขององค์การสหประชาชาติได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ ๆ เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส และหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ







