posttoday

มีมือที่สามในสงครามทหาร-ประชาชนเมียนมา?

16 มีนาคม 2564

การโจมตีโรงงานชาวต่างชาติเริ่มจากจีนต่อมาขยายวงไปยังญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆ จะโดนด้วยหรือไม่ และเพราะอะไร?

สัญญาณที่น่าวิตกกำลังเกิดขึ้น หการเผาโรงงานที่เกี่ยวข้องกับจีน 32 แห่งและโรงงานที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นอีก 2 แห่งระหว่างวันที่ 14 - 16 มีนาคม 2021 ระหว่างการจลาจลต่อต้านการทำรัฐประหารที่เมียนมา

การเผาโรงงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นของคนจีนเกิดขึ้นในเขตลายง์ตายา ซึ่งเป็นเขตปกครองระดับเมืองตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองย่างกุ้งโดยมีแม่น้ำลายง์หรือแม่น้ำย่างกุ้งคั่นกลาง ในทำนองเดียวกับฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร

เขตลายง์ตายาเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมสำคัญ (Hlaingthaya Industrial Zone) มีโรงงานด้วยเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมเบาอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ปรากฎว่าตอนนี้เขตลายง์ตายาเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งในการต่อต้านการทำรัฐประหาร และทั้งประเทศรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตเกือบ 80 คนแล้วนับตั้งแต่การต่อต้านในเขตนี้รุนแรงขึ้นช่วงวันอาทิตย์

ลายง์ตายาไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมเดียวในย่างกุ้งแต่เป็นจุดหลัก แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ แม้ว่ากองทัพจะประกาศกฎอัยการศึกในแขตลายง์ตายา แต่ยังมีอีกหลายจุดในย่างกุ้งและโรงงานของต่างชาติอีกหลายแห่งที่เสี่ยงจะโดนลูกหลง (หรือถูกโจมตีโดยตั้งใจ)

ประเด็นก็คือไม่ว่าจะอยู่จุดไหนดูเหมือนโรงงานของต่างชาติเสี่ยงที่จะถูกโจมตี ตอนนี้เราสามารถคาดเดาได้ว่าโรงงานที่ถูกโจมตีเกี่ยวข้องกับ "ความเชื่อว่าจีนหนุนการทำรัฐประหาร" ดังนั้นโรงงานจีนคือเป้าหมายระบายความโกรธแค้น

แต่ก็มีกระแสข่าวแพร่ออกมาจากฝ่ายประชาชนเมียนมาว่าการโจมตีโรงงานจีนไม่ใช่ฝีมือของประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหาร แต่น่าจะมาจากน้ำมือของทหารเองเพื่อสร้างสถานการณ์

  • ใครเผา ทหารหรือประชาชน?

แต่ข้อมูลที่เป็นทางการที่สุดที่เรามีอยู่ในตอนนี้คือการยืนยันของสื่อจีน (คือ Global Times ซึ่งได้ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟมาจากสถานทูตจีน) ที่บอกว่าโรงงานจีนถูกเผา 32 แห่ง

ข่าวโรงงานที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นถูกเผาทำให้หุ้นของ Fast Retailing ในดัชนีหุ้นนิกเคอิปรับลดลง ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา บริษัท Fast Retailing ของญี่ปุ่นผู้ผลิตเสื้อผ้าลำลองแบรนด์ Uniqlo ยืนยันว่าโรงงานซัพพลายเออร์ 2 แห่งในเมียนมาถูกเผา

ข่าวลือเรื่องทหารสร้างการณ์ "ยัง"ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นความจริง แต่เราไม่ทราบแรงจูงใจว่าทำไมโรงงานญี่ปุ่นจึงถูกหางเลขไปด้วย?

หากใช้ "ทฤษฎีพลเรือนเผา" เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้วางเพลิงแยกไม่ออกว่าโรงงานไหนเป็นของจีนหรือญี่ปุ่น เพราะทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันอาจทำให้คนท้องถิ่นสับสน ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลไต้หวันแนะให้ธุรกิจไต้หวันในเมียนมาชักธงบอกให้ชัดว่านี่คือโรงงานไต้หวันไม่ใช่จีน

มีรายงานด้วยว่าบุคคลากรของไต้หวันบาดเจ็บ 2 คนแต่ไม่มีโรงงานถูกเผา แสดงว่ามีความเข้าใจผิดจริง แต่อาจจะระงับเหตุไว้ได้จนไม่ต้องเสียโรงงาน

หากใช้ "ทฤษฎีทหารเผา" ก็ต้องถามแรงจูงใจก่อนว่าทำไมทหารต้องเผา?

ที่ผ่านมามีแกระแสโจมตีว่าการทำรัฐประหารได้รับการสนับสนุนจากจีนหรืออย่างน้อยจีนไม่แสดงท่าทีประณามการทำรัฐประหาร ทำให้ประชาชนเมียนมาเข้าใจว่าจีนไม่ดูดำดูดีพวกเขา ต่างชาติใหญ่ที่ต่อต้านทหารเมียนมาทั้งสิ้น

หากใช้เหตุผลข้างต้น ผู้ที่จะลงมือเผาโรงงานจีนควรจะเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหารมากกว่า ยังไม่นับการโพสต์ในโลกโซเชียลของเมียนมาที่แนะให้ทำลายผลประโยชน์จีน เช่น ท่อส่งก๊าซมาระยะหนึ่งแล้ว

หากทหารลงมือเผาก็เพื่อป้ายสีฝ่ายผู้ประท้วงแล้วทหารมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น? เพราะผู้ประท้วงก็ไม่พอใจจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยิ่งทหารซึ่งกุมอำนาจไว้และต้องการทุนรอนสำหรับบริหารประเทศ ยิ่งไม่ควรจะทุบหม้อข้าวด้วยการขับไล่จีนไป

เว้นเสียแต่ว่าทหารเมียนมาต้องการล้างภาพความเกี่ยวข้องกับจีน ซึ่งเรื่องนี้มีมูลจากข่าวที่กองทัพเมียนมาจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อบอกชาติตะวันตกว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยข้องกับจีนและต้องการคุยกับชาติตะวันตก แต่การเผาโรงงานเพื่อตีห่างจีนก็ยังไม่ใช่กลยุทธที่ฉลาดนัก

ส่วนการเผาโรงงานญี่ปุ่น มีข้อสังเกตว่าก่อนที่จะเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง (วันที่ 15 มีนาคม) รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงท่าทีเหมือนจะไม่เอากองทัพเมียนมา

คัตสึโนบุ คาโตะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นบอกว่า “ในอนาคตญี่ปุ่นจะพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างไรในแง่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนโยบาย โดยติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ พร้อมทั้งคำนึงถึงการตอบสนองของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย”

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น สถานทูตญี่ปุ่นในเมียนมาโพสต์เฟซบุ๊คว่า "ญี่ปุ่นขอประท้วงกองกำลังติดอาวุธและตำรวจที่ได้กระทำการรุนแรงรวมถึงการสังหารผู้ประท้วงและพลเรือนอย่างสันติต่อต้านกองกำลังติดอาวุธและตำรวจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เราขอเรียกร้องอย่างจริงใจให้ยุติความรุนแรงทั้งหมด"

ข้ามวันต่อมาโรงานญี่ปุ่นถูกเผา 2 แห่ง

โปรดสังเกตว่าท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นขึ้นหลังจากเกาหลีใต้กล่าวว่าจะระงับการแลกเปลี่ยนด้านกลาโหมกับเมียนมาและห้ามส่งออกอาวุธไปยังเมียนมา แต่โรงงานของเกาหลีใต้ในเมียนมาก็ยังไม่ถูกเผา

โดยสรุปก็คือไม่ว่าใครจะเป็นผู้เผาโรงงาน คนที่แพ้กับแพ้คือคนเมียนมาทั้งที่สวมเครื่องแบบและคนธรรมดา เพราะนับจากนั้นบริษัทต่างชาติอาจจะคิดถอนตัวจากเมียนมากันจริงๆ จังๆ มากขึ้น

นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสงครามกลางเมืองและยุคข้าวยากหมากแพงที่แท้จริงของเมียนมา เป็นการถดถอยจากประชาธิปไตยสู่ภาวะบ้านเมืองระส่ำระสาย

ตอนนี้ข้าวของในเมียนมาแพงขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะจลาจลและการปิดชายแดน ต่อไปมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อทุนต่างๆ ถอนตัวไป

การที่อาเซียนไม่แนะนำให้คว่ำบาตรเมียนมาทั้งประเทศก็เพราะมันจะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างหนัก เราเห็นตัวอย่างมาแล้วกับการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือและอิหร่าน

แต่ก็มีเหตุผลเช่นกันว่าอาเซียนห่วงการลงทุนของตัวเอง เพราะผู้ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดคือสิงคโปร์ (เงินลงทุนโดยตรงในเมียนมารวม 24,328 ล้านเหรียญสหรัฐ) เราจึงเห็นว่าสิงคโปร์แทงกั๊กมาโดยตลอด เดี๋ยวแสดงท่าทางห่วงเมียนมา เดี๋ยวก็บอกเป็นนัยว่าไม่สนับสนุนการแทรกแซง

ยิ่งสถานการณ์ในเมียนมานั้นต่างกับอิหร่านและเกาหลีเหนือที่ขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังชาติตะวันตกโดยพร้อมเพรียง แต่เมียนมาเป็นการต่อระหว่างประชาชนส่วนใหญ่กับกองทัพ การคว่ำบาตรทั้งประเทศยิ่งไม่สมเหตุผลเอาเลย แถมยังเป็นการทำลายพลังประชาชนต่อต้านเผด็จการด้วยซ้ำ

  • จีนเชื่อชาติศัตรูอยู่เบื้องหลัง

แต่นั่นไม่สำคัญแล้ว เพราะผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับที่ 2 คือจีน (เงินลงทุนโดยตรงในเมียนมารวม 21,533 ล้านเหรียญสหรัฐ) อาจจะเริ่มกังวลหนัก เพราะโรงงานถูกเผารวดเดียวสามสิบกว่าแห่ง และยังแนะให้ธุรกิจของตนในเมียนมาส่งตัวบุคคลากรที่ไม่จำเป็นออกจากประเทศด้วย คงเกรงแล้วว่ามันจะหนักกว่านี้

ในอนาคตจีนคงจะลงทุนในเมียนมาน้อยลงจนกว่าสถานการณ์จะนิ่งกว่านี้ ส่วนญี่ปุ่นอาจจะต้องทบทวนเช่นกัน

ถามว่าชาติตะวันตกจะเข้าเสียบหรือไม่? ตอบว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ในแง่การเมืองแล้วทุนตะวันตกไม่สามารถลงทุนกับเผด็จการทหารได้ด้วยเหตุผลด้านกฎหมาย (จากมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตน) และเหตุผลด้านมโนสำนึก (การร่วมมือกับผู้กดขี่ประชาชน) ดังนั้นทุนตะวันตกก็จะหยุดไหลเข้าเช่นกัน

เหลือแต่นักลงทุนอันดับ 3 และ 4 ในเมียนมาคือไทยกับมาเลเซียแล้ว หากวันดีคืนดีการลงทุนของไทยถูกป้ายสีขึ้นมาว่าสนับสนุนเผด็จการ ไม่แน่ว่าเราอาจะเจอดีแบบโรงงานจีนเข้าเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าฝ่ายจีนจะรู้ (หรือคิดเอาเอง) ว่ามือมืดที่อยู่เบื้องหลังการการโจมตีธุรกิจจีนน่าจะเป็นคนนอก จ้าวลี่เจียนโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า “การกระทำของผู้ละเมิดกฎหมายเหล่านี้มิได้เป็นผลประโยชน์ของเมียนมาและประชาชนเมียนมา เราขอเรียกร้องให้ประชาชนเมียนมาแสดงจุดยืนข้อเรียกร้องตามกฎหมายและหลบเลี่ยงจากการถูกยุยงหรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายความร่วมมือที่เป็นมิตรระหว่างจีนและเมียนมา"

คีย์เวิร์ดของจ้าวลี่เจี้ยนคือชาวเมียนมานั้น "ถูกยุยงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ" ซึ่งเขาไม่บอกว่าใครยุยง แต่ Global Times สื่อของทางการจีนที่รายงานเรื่องนี้อ้างชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมียนมาและนักวิเคราะห์เชื่อว่าการโจมตีโรงงานของจีน เป็นการโจมตีที่มีการจัดตั้งเป็นระบบและมีการไตร่ตรองล่วงหน้า "ซึ่งเผยให้เห็นว่ากองกำลังศัตรูทั้งในและนอกเมียนมามีเป้าหมายที่จะปลุกระดมความเกลียดชังเพื่อให้เมียนมาห่างเหินจากจีน"

ศัตรูที่สื่อรัฐบาลจีนเอ่ยถึงคือใคร? จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าหมายถึงชาติตะวันตกที่ต้องการแยกจีนออกจากเมียนมา

คำตอบคือ Global Times ไปพบว่าเมื่อวันศุกร์ 2 วันก่อนการโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่บริษัทจีน จอ วิน (Kyaw Win) ผู้ก่อตั้งองค์กรพัฒนาเอกชนในเมียนมาที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอนชื่อ "Burma Human Rights Network (BHRN)" ได้เผยแพร่ทวีตเตือนเมื่อวันศุกร์ว่า "หากพลเรือนเสียชีวิต โรงงานจีน 1 แห่งจะกลายเป็นเถ้าถ่าน "

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ออกมาจากปากของจ้าวลี่เจียนและ Global Times เราต้องชั่งใจด้วย เพราะโฆษกและสื่อของรัฐบาลรายนี้เป็นตัวแทนท่าทีสายเหยี่ยวของนโยบายต่างประเทศจีนที่มองว่าจีนกำลังถูกเล่นงานจากชาติตะวันตก ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับจีนล้วนแต่เป็นแผนของชาติตะวันตก

เราจะเห็นว่าที่ Global Times อ้างว่า จอ วิน แห่ง BHRN เป็นผู้บงการเบื้องหลังการโจมตีโรงงานจีนนั้นเป็นการรายงานที่ผิดพลาดอย่างมาก

จอ วิน ได้ทวีตชี้แจงในภายหลังว่า "สื่อจีนบางรายอ้างทวีตของผมผิด พวกเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าแหล่งที่มาหลักและแหล่งที่มาดั้งเดิมคืออะไร ผมแค่แปลสิ่งที่ผู้โพสต์พูดไม่ใช่คำพูดของผม" พร้อมกับรีทวีตของเดิมเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่เป็นภาพชาวเมียนมาถือแผ่นป้ายเขียนข้อความภาษาเมียนมาว่า "หากพลเรือนเสียชีวิต โรงงานจีน 1 แห่งจะกลายเป็นเถ้าถ่าน"

สรุปก็คือ จอ วิน ไม่ได้ปลุกระดม เขาแค่ทวีตภาพของพลเรือนเมียนมาถือป้ายขู่เท่านั้น แต่มันสะท้อนว่ากระแสต่อต้านจีนมันแรงขนาดว่าจะเาอคืนกันแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"

จีนก็ต้องตระหนักว่าความไม่พอใจจีนในเมียนมาสั่งสมมานานหลายปีแล้วไม่ใช่เพิ่งจะมีเอาตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ชายแดน (กรณีการปะทะกับกองกำลังโกก้าง) ความไม่พอใจของคนเมียนมาต่อการสร้างเขื่อนมยิตโซนกั้นแม่น้ำอิรวดี (ระงับไปแล้ว) และความรู้สึกในหมู่คนเมียนมาว่าธุรกิจและรัฐบาลจีนเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยบั่นทอนอธิปไตยเมียนมา

กรณีโกก้างโจมตีชายแดนทำให้กองทัพเมียนมาโกรธเคืองรัฐบาลจีนมาก แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลทหารเมียนมายุคก่อนก็ผลักดันเขื่อนกับจีนจนประชาชนไม่พอใจ โดยหนึ่งในคนคัดค้านคืออองซานซูจี

แต่แล้วคืออองซานซูจีนที่เดินทางไปหาจีนและต้อนรับขับสู้สีจิ้นผิงอย่างดีพร้อมกับเดินหน้าโครงการจีนที่หยุดชะงักไปหลายโครงการ ความใกล้ชิดของอองซานซูจีนกับจีนนั้นมีมากจนบางคนนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

เราจึงเห็นว่าล็อบบี้ยิสต์ที่รัฐบาลเมียนมาจ้างไว้คุยกับตะวันตกจึงบอกว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้ก็เพราะอองซานซูจีใกล้ชิดจีนเกินไป หาใช่กองทัพไม่ที่ใกล้ชิดจีน

แต่เมื่อดูจากประวัติของทั้งทหารและรัฐบาลพลเรือนเมียนมาแล้ว ไม่รู้จะเชื่อใครดี

  • ทหารกวาดล้างเอ็นจีโอ

แม้จะเดาไม่ออกว่าทหารเมียนมาจะอิงจีนหรือต้านจีน หรือว่าฝ่ายที่โดนยึดอำนาจเป็นพวกนิยมจีนกันแน่ มีสิ่งหนึ่งที่กองทัพเมียนมาอาจจะคิดเหมือนจีน คือความระแวงเอ็นจีโอตะวันตก

ในวันที่ 16 มีนาคม หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar  ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของกองทัพเมียนมารายงานว่า ทางการเมียนมาจับกุม พยู ปา ปา ตอ (Phyu Pa Pa Thaw) เจ้าหน้าที่การเงินของมูลนิธิ Open Society Myanmar (OSM) ซึ่งก่อตั้งโดย จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชื่อก้องโลก ไปสอบสวนเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินที่โอนไปยังกลุ่มผู้ประท้วงในเมียนมา ทางการกำลังตามตัวเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิอีก 11 คน

เนื่องจากต้องสงสัยว่ามูลนิธิ OSM สนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับการทำอารยะขัดขืน (CDM) ของผู้ประท้วงที่พากันไม่ติดต่อคบหากับทหารตำรวจและไม่ทำงานราชการหรือทำธุรกรรมกับพวกยึดอำนาจ

อนึ่ง มีองค์กรในเมียน,ามากว่า 100 แห่งที่ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

ในเวลาเดียวกัน Global New Light of Myanmar ยังเผยแพร่ภาพที่อองซานซูจีพบกับจอร์จ โซรอสที่นิวยอร์กเมื่อปี 2016 และที่อองซานซูจีพบกับ อเล็กซานเดอร์ โซรอส บุตรชายจอร์จในเมียนมา

การเผยแพร่ภาพนี้วนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อยืนยันทฤษฎีเรื่องการแทรกแซงของชาติตะวันตกในเหตุวุ่นวายของเมียนมาเวลานี้ 

แต่ก็เช่นเดียวกับทฤษฎีข้างต้นก็คือ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นมั่นเหมาะ มีแต่การโชว์รูปและการคาดเดาไปต่างๆ นานา

อย่างไรก็ตาม จะเป็นการดีหากเราจะนำเสนอข้อมูลแนบประเด็นนี้ด้วยว่า อเล็กซานเดอร์ โซรอส ได้เดินทางไปเยือนเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาและพบกับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีที่นั่น หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนจะเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 และ 18 มกราคม 2020

Eleven Media รายงานว่าในตอนนั้น โซ เตน (Soe Thane) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคทหาร (USDP) บอกว่า ยังบอกด้วยว่าจอร์จ โซรอสได้ทุ่มเงินทุนจำนวนมากเกี่ยวกับกิจการของชาวโรฮิงยา ตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของ OSF ได้ระดมทุนฉุกเฉิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 ให้กับชาวโรฮิงยา

จากความเห็นของ โซ เตน เราอาจจะอนุมานได้ว่าทหารเมียนมาก็คงคิดแบบเดียวกัน คือมองว่าโซรอสคือตัวบ่อนทำลายชาติเพราะเรื่องโรฮิงยา หากเป็นประเด็นโรฮิงยา กองทัพเมียนมาและอองซานซูจีดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกัน

แต่มันไม่ใช่แบบนั้น จากการบอกเล่าของโซ เตน ทำให้ทราบว่าโซรอสพยายามเข้าหาผู้นำเมียนมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทหารยุคก่อน คือประธานธิบดีเต้นเซน (Thein Sein) โดยพยายามดูดข้อมูลเรื่องโรฮิงยาและเมื่อใกล้ชิดกับเต้นเซนก็พยายามหนุนให้คนของตนคือ ตอง ทุน (Thaung Tun) ให้เต้นเซนแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี แต่เต้นเซนปฏิเสธ

จนกระทั่งเมื่อเต้นเซนหมดวาระไป และเกิดรัฐบาลพลเรือนของอองซานซูจี ในวันที่ 13 มกราคม 2017 จอร์จ โซรอสเดินทางมาที่เนปยีดออีกครั้งเพื่อพบกับอองซานซูจี และในวันรุ่งขึ้นตอง ทุนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากนั้นข้อมูลของตอง ทุนที่เกี่ยวข้องกับโซรอสก็ถูกลบทิ้งไปหมด 

ที่น่าแปลกใจก็คือทำไมอองซานซูจีจึงเชื่อคำของโซรอสได้ง่ายดาย และทำไมโซรอสถึงยอมเข้าหาอองซานซูจี? ทั้งๆ ที่เธอถูกประณามจากประชาคมโลกตะวันตกจากกรณีโรฮิงยา โซรอสเองก็สนับสนุนชาวโรฮิงยาเป็นเงินหลายล้านและประกาศต่อโลกว่า "ผมคนหนึ่ง ก็เป็นชาวโรฮิงยา"

แต่ทำไมโซรอสถึงกล้าไปคบกับซูจีนและยังส่งลูกไปหาคนในรัฐบาลพลเรือนเมียนมาอยู่ได้?

คำตอบน่าจะเป็นแค่คำว่า "ผลประโยชน์"

กองทัพจะหมายหัวองค์กรของโซรอสในเมียนมาและจะต้องถูกกวาดล้างอย่างแน่นอน เพราะโซรอสเป็นภัยต่อ "บ้านเมือง" และเป็นภัยต่อการกุมอำนาจของกองทัพที่ทำตัวประหนึ่งเป็นบ้านเมืองหรือองค์อธิปัตย์เสียเอง

และกองทัพเมียนมาจะต้องเร่งกวาดล้างองค์กรภาคประชาชนต่างๆ เพราะการเคลื่อนไหวไม่มี "หัว" เป็นแกนนำก็จริง แต่มี "เส้นประสาท" ที่คอยชี้นำการเคลื่อนไหว และ "เส้นเลือด" ที่คอยหนุนด้านการเงิน 

  • ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไหม?

โซรอสสนใจเมียนมามานานแล้ว ในปี 2007 Forbes รายงานว่า "ความสนใจของโซรอสในพม่าย้อนกลับไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ชาวพม่าหลายล้านคนออกเดินทางไปตามท้องถนนเพื่อประท้วงการตัดสินใจของรัฐบาลพม่าในการเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศและทำลายเงินออมของประชาชนไปมาก"

ในตอนนั้นคือการประท้วงต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่ไร้เหตุผลสิ้นดีของนายพลเน วิน และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ซึ่งลุกลามกลายเป็นการต่อต้านเผด็จการทหารของมหาชนทั้งประเทศ และเกิดการสับเปลี่ยนอำนาจในรัฐบาล/กองทัพ และตามด้วยการสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 หรือ เหตุการณ์ 8888

โซรอสก่อตั้ง "โครงการพม่า" (Burma Project) ในปี 1994 เงินประมาณ 30% มอบให้กับโครงการการศึกษาและทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยสำหรับคนเมียนมา ส่วนที่เหลือเป็นทุนสำหรับกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับพม่า

Burma Project จึงไม่ใช่การช่วยเหลือแแบบให้น้ำให้ข้าวแล้วจบกันไป แต่เป็นการสร้างคน ปั้นทรัพยากรบุคคลที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยและในอนาคตจะสร้างเมียนมาให้เป็นประชาธิปไตย - แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย

Forbes ยังรายงานว่า "จอร์จโซรอสทุ่มเงิน 2 ล้านเหรียญต่อปีเพื่อปูทางสู่ประชาธิปไตยในพม่า มันเป็นการดำเนินการที่ยุ่งยาก โดยปกติแล้วหัวหน้าโครงการพม่าของเขาถูกห้ามในพม่าซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการทหารที่ไร้ความปรานีมานานหลายทศวรรษ และโซรอสไม่เป็นที่พอใจในประเทศเพื่อนบ้านของเมียนคือไทยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ลี้ภัย 2 ล้านคนที่หลบหนีจากพม่า ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยจะไม่ยอมรับว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ลี้ภัยทำให้การช่วยเหลือยากขึ้นมาก"

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นยุคเผด็จการทหารเมียนมาครั้งที่แล้ว และมีนัยมาถึงไทยด้วย ไทยจึงควรต้องทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นให้ดี เพราะมีโอกาสสูงที่จะมีการกวาดล้างแบบเลือดนองแผ่นดินและจะมีผู้อพยพลี้ภัยนับล้านมายังไทย และนั่นหมายถึงการเข้ามาเคลื่อนไหว (หรือแทรกแซง) โดยองค์กรต่างชาติมากมายในแผ่นดินไทย 

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโซรอสและเชื่อว่าเขานี่แหละคือเบื้องหลังหายะนทางการเงินของประเทศไทยและมาเลเซีย มหาเธร์เคยกล่าวว่า "อันที่จริงเขา [โซรอส] สารภาพอยู่ไม่มากก็น้อยในภายหลังว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง [กับวิกฤตการการเงินในไทย] เขามีความคิดว่าการกดดันไทยและมาเลเซียจะทำให้เมียนมาไม่สามารถเข้าร่วมอาเซียนได้ นอกจากนี้เรายังทราบว่าเจ้าหน้าที่ของเขามีบุคคลจากเมียนมาที่อาจมีอิทธิพลต่อเขา เรามีหลักฐานทุกอย่างว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง"

เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ในเมียนมาจะคลี่คลายไปทางไหน มันอาจเป็นกลายสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบระหว่างกองทัพกับพลังประชาชน หรืออาจมีกองทัพชนกลุ่มน้อยเข้าร่วมด้วยซึ่งอาจมีทั้งกลุ่มที่เข้าข้างกองทัพและกลุ่มที่เข้าข้างประชาชน รัฐบาลใต้ดินของเมียนมาอาจหลบหนีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น หรืออาจไปปักหลักกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีแสนยานุภาพ นี่คือข้อสันนิษฐานเท่านั้น

แต่ที่เราเชื่อก็คือ ทหารไม่มีท่าทีจะยอมประชาชนและประชาชนไม่มีท่าจะลดระดับการต่อสู้ แถมยังมีแววว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยจะลงมาเล่นด้วย หากมีมือที่สามจริง มือที่สามจะลงไปที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยและไม่พลาดโอกาสที่จะสนับสนุนพลังประชาชนแน่นอน

เราจึงได้เพียงแต่รอว่ามันจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบเมื่อไรเท่านั้น

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP

ข่าวล่าสุด

วิกฤตประชากรจีน อัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 70 ปี