
เตือนปัญหาฟองสบู่จีนเข้าขั้นเลวร้าย
ราคาอสังหาฯสูงเกินจริง70%มาตรการคุมของรัฐเอาไม่อยู่
ราคาอสังหาฯสูงเกินจริง70%มาตรการคุมของรัฐเอาไม่อยู่
กูรูเตือน ฟองสบู่จีนแตะขั้นเลวร้าย บางเมืองราคาอสังหาฯ สูงเกินจริงถึง 70%
หนังสือพิมพ์ไชนา เดลี กระบอกเสียงของทางการจีนรายงานสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน (ซีเอเอสเอส) ออกโรงเตือนว่า ภาวะฟองสบู่ที่ก่อตัวขึ้นในประเทศนั้นกำลังเลวร้ายมากขึ้น โดยที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางเมืองของประเทศเพิ่มขึ้นถึงกว่า 70% แล้ว
ทั้งนี้ จากการสำรวจราคาอสังหาริมทรัพย์ 11 เมืองจากทั้งหมด 35 เมืองใหญ่ ซึ่งรวมถึงกรุงปักกิ่งและมหานครเซี่ยงไฮ้นั้น พบว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ขายกันนั้นพุ่งสูงขึ้นราว 3050% จากราคาจริง ส่วนราคาในเมืองฝู่โจวเมืองเอกของมณฑลฝูเจียนนั้นย่ำแย่ที่สุด สูงกว่าราคาจริงถึง 70% ขณะที่ราคาเฉลี่ยของ 35 เมืองใหญ่นั้นอยู่ที่มากกว่า 30% ของราคาตลาด
ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังคงพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด แม้ว่ารัฐบาลจะบังคับใช้มาตรการควบคุมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม รวมไปถึงมาตรการบังคับให้ต้องจ่ายค่าเงินดาวน์ 30% พร้อมกับสั่งให้ธนาคารห้ามปล่อยกู้การซื้อบ้านหลังที่ 3
นอกจากนั้น จากการสำรวจใน 70 เมืองใหญ่ของจีนยังพบว่าราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 0.2% ในเดือน ต.ค. จากเดิมที่ 8.6% ในเดือนก่อนหน้าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ดังนั้น ความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนจึงเป็นผลมาตั้งแต่การที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนช่วงปี 2551 ที่ได้มีการอัดเงินงบประมาณเข้าไปในภาคการก่อสร้าง จึงทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งกระฉูดมาอย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายของรัฐบาลนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร อีกทั้งนโยบายที่นำออกมาใช้ก็ยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง” หนี่เป็งเฟย นักวิจัยอาวุโสของซีเอเอสเอสให้ความเห็น
วันเดียวกันมีการเปิดเผยตัวเลขขนาดเศรษฐกิจของจีนประจำไตรมาส 3 ของปีนี้ ปรากฏว่าจีนมีขนาดของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) อยู่ที่ 1.415 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ทว่าก็ยังเพียงพอ ที่จะแซงหน้าญี่ปุ่นได้ติดต่อกันเป็นไตรมาส 2 โดยญี่ปุ่นมีขนาดของจีดีพีอยู่ที่ 1.369 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หากรวมจีดีพีทั้ง 3 ไตรมาสของปีนี้เข้าด้วยกันระหว่างเดือน ม.ค.–ก.ย.นั้น ขนาดของจีดีพีญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 3.959 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนของจีนยังตามหลังอยู่ที่ 3.946 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ญี่ปุ่นยังคงรั้งตำแหน่งเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอยู่เช่นเดิม







