posttoday
10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเอาชีวิตเข้าสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเอาชีวิตเข้าสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

16 เมษายน 2563

วิเคราะห์บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อ90ปีก่อนเพื่อที่จะรับมือกับวิกฤตที่คล้ายคลึงกันในวันนี้

1. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณมาแล้วว่าตอนนี้โลกของเรากำลังจะพบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Great Depression) เมื่อทศวรรษที่ 1930s และเตือนให้อย่าได้ซ้ำรอยความผิดพลาดยุคเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไป เพราะเมื่อ 90 ปีก่อนการถอนมาตรการกระตุ้นเร็วเกินไปทำให้วิกฤตยืดเยื้อ พูดง่ายๆ คือ "กินยายังไม่หมดโดสก็เลิกกินเสียก่อน ทำให้เชื้อยิ่งดื้อยา"

2. คำแนะนำนี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมาก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา IMF กดดันให้รัฐบาลต่างๆ ต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง (budget austerity) สมัยที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 และวิกฤตการเงินโลกปี 2007 - 2009 IMF ก็บีบให้รัฐบาลหยุดใช้จ่าย หยุดกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังบีบให้บางรัฐบาลเปิดเสรีตลาดเพื่อให้เอกชนมาขับเคลื่อนระบบเสียด้วยซ้ำ คนไทยที่ผ่านยุคต้มยำกุ้งย่อมจำกันได้ดี การเปลี่ยนจุดยืนของ IMF แสดงว่าปีนี้หนักจริง และซ้ำรอย 90 ปีก่อน

3. ดังนั้นเราควรเข้าใจผลสะเทือนของ Great Depression เมื่อ 90 ปีก่อนให้ถ่องแท้เพื่อที่จะเตรียมรับมือ สำหรับสาเหตุนั้นคงไม่ต้องพูดถึงกันมากเพราะเงื่อนไขปัจจัยต่างจากตอนนี้ สิ่งที่เหมือนกันคือการพังทลายของตลาดอันเกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคแบบปัจจุบันทันด่วน แต่แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐจะพยุงสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยกลับไม่ยอมทำอะไร ทำให้ตลาดยิ่งขวัญเสีย แทนที่มันจะกลายเป็นภาวะถดถอยตามวัฏจักร (Recession) จึงลุกลามเป็นวิกฤตถดถอย (Depression) และแรงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตถดถอยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (Great Depression)

4. ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เหมือนกับ IMF ก่อนหน้านี้คือคิดจะให้กลไกตลาดขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง คงจะเชื่อว่าเดี๋ยวมันก็ฟื้นเอง (เพราะเชื่อในหลักทุนนิยมเรื่อง "มือที่มองไม่เห็น")  และไม่ยอมใช้นโยบายขาดดุล (เพราะเชื่อในหลักทุนนิยมที่ไม่ต้องการให้รัฐมาแทรกแซงตลาด) ผลก็คือแทนที่โรคเศรษฐกิจจะถูกรักษาแต่เนิ่นๆ มันจึงกลายเป็นหายนะจนต้องแทรกแซงระบบในที่สุด ในเวลาต่อมารัฐบาลของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ เข้าแทรกแซงด้วยการใช้นโยบายขาดดุลมหาศาลเพื่อนำเงินของภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาจ้างงาน มาลงทุนแทนภาคเอกชนที่กลายเป็นอัมพาต เรียกว่านโยบาย New Deal

5. New Deal ก็เหมือนกับนโยบายของทุกประเทศในตอนนี้ คือเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ที่ต่างไปคือตอนนี้หลายๆ ประเทศรัฐยังไม่ลงทุนสาธารณูปโภคแบบใหญ่โตเหมือน 90 ปี ก่อน เพราะมันทำไม่ได้ ทุกอย่างในโลกนี้หยุดชะงักเกือบหมด ต่อให้แจกเงินประชาชนความเชื่อมั่นก็ยังไม่กลับมาง่ายๆ เพราะความกลัวโรคระบาดได้บดบังความกระหายที่จะใช้จ่ายของผู้คนไปจนหมด ดังนั้น IMF จึงต้องย้่ำว่า "อย่าเพิ่งรีบถอนกระตุ้น" แต่จะให้ทำจนถึงเมื่อไรนั้น คาดว่าต้องรอให้มีวัคซีนเสียก่อน

6. เมื่อพูดถึงอาการป่วยเรื้อรังของเศรษฐกิจ ตอนที่สหรัฐใช้ New Deal ก็ใช้แบบไม่เต็มที่ทำให้ภาวะถดถอยลากยาวไปจนถึงก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือนานถึง 10 ปี ข้อเท็จจริงนี้ยิ่งตอกย้ำคำเตือนของ IMF ว่าอย่ารีบร้อนถอนมาตรการกระตุ้นทั้งหลายทั้งลดภาษีและแจกเงินสด ลดดอกเบี้ย อัดฉีดสภาพคล่องในระบบการเงินการธนาคาร

7. ประชาชนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมจะต้องไปอุ้มภาคการเงินการธนาคาร? "ทำไมต้องอุ้มนายทุน?" และ "ทำไมต้องอุ้มคนรวย?" นั่นก็เพราะถ้ามันล้มขึ้นมามันจะทำให้ธุรกิจอื่นๆ พังพินาศไปแด้วยเหมือนโดมิโน เพราะภาคการเงินคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงธุรกิจและเป็นเครื่องช่วยหายใจของลูกหนี้ซื้อบ้าน ซื้อรถ และทุกอย่างใน "ชีวิตหนี้" ของคนธรรมดาอย่างเราๆ หากปล่อยให้ธนนาคารล้มมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Bank run หรือการแห่ถอนเงิน ในวิฤตเมื่อ 90 ปีก่อนเกิดการแห่ถอนเงินจนทำให้แบงก์ล้ม ถือเป็นความเสียหายที่รุนแรงที่สุดในตอนนั้น ดังนั้น "อย่าให้แบงก์ล้ม"

8. สำหรับประชาชนที่ต้องตกงานกระทันหัน สภาพตอนนี้เริ่มคล้ายเมื่อ 90 ปีก่อน คนที่หมดหนทางเริ่มฆ่าตัวตายและต้องไปรอต่อคิวรับอาหารฟรี เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะในตอนนั้นรัฐบาลจะต้องแจกเงินพยุงไปก่อน เพราะการกระตุ้นการจ้างงานเป็นไปไม่ได้ในช่วงเวลาปิดเมือง หลังจากนั้นให้เร่งผลิควัคซีนหรือมาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะเปิดเมืองให้คนออกไปทำงานได้อีกครั้ง

9. ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจคือ เมื่อลดภาษีจะทำให้รัฐบาลมีเงินน้อยลง เงินที่จะมาแจกประชาชนก็จะน้อยลง รัฐบาลสหรัฐในยุคนั้นใช้วิธีการลดงบประมาณด้านการทหารลงอย่างมาก แต่รัฐบาลรูสเวลท์แก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด ด้วยการโยกเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลค่ายผู้ตกงาน และผันงบมาสร้างเรือรบกับเครื่องบินรบโดยใช้แรงงานที่ตกงานนั่นเอง และปรากฎว่าอาวุธเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นตามมาอีก 10 ปีหลังจากนั้น

10. การเกษตรก็ยังคงเป็นคำตอบ เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" ในยุค New Deal มีการกระตุ้นการทำเกษตรเพื่อให้คนทำนาทำไร่มีรายได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องประคองไม่ให้สินค้าเกษตรแพงเกินไปจนประชาชนซื้อไม่ไหว จึงเกิดโครงการตั๋วแลกอาหาร (Food Stamp Program) ที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตในราคาที่สมน้ำสมเนื้อ โดยรัฐบาลซื้อไปเพื่อแจกจ่ายคนตกงานและไม่มีอันจะกิน ซึ่งทุกวันนี้โครงการนี้ก็ยังคงอยู่

รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่า "ความมั่งคั่งจะไม่กลับมาจนกว่าภาคเกษตรจะมั่งคั่ง" พวกเขาจึงลงทุนลงแรงกับเรื่องนี้มาก และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจริงๆ

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ข่าวล่าสุด

Nvidia ทุบสถิติโลก! ควัก 1.5 แสนล้านดอลล์ ซื้อหุ้นคืน แซงหน้า Apple

Nvidia ทุบสถิติโลก! ควัก 1.5 แสนล้านดอลล์ ซื้อหุ้นคืน แซงหน้า Apple