posttoday
ผู้ร้ายกลับใจ บริษัทยาลดราคา โมเดลใหม่เพื่อการเข้าถึงยาราคาแพง

ผู้ร้ายกลับใจ บริษัทยาลดราคา โมเดลใหม่เพื่อการเข้าถึงยาราคาแพง

14 พฤศจิกายน 2553

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เอส5เอ็น1 หรือโรคไข้หวัดนกในปี 2548 ไปทั่วเอเชียนั้น ได้ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างความเป็นความตาย และบริษัทยาขึ้น

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เอส5เอ็น1 หรือโรคไข้หวัดนกในปี 2548 ไปทั่วเอเชียนั้น ได้ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างความเป็นความตาย และบริษัทยาขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เอส5เอ็น1 หรือโรคไข้หวัดนกในปี 2548 ไปทั่วเอเชียนั้น ได้ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างความเป็นความตาย และบริษัทยาขึ้น

หลายประเทศในเอเชียเดินหน้าปั๊มยาต้านไวรัสขึ้นเองโดยไม่สนใจสิทธิบัตรของตัวยาดังกล่าวเนื่องจากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต การแพร่ระบาดของไข้หวัดนักลุกลามอย่างรวดเร็วและเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะเดียวกันบริษัทผู้ผลิตยาเจ้าของสิทธิบัตรนั้นก็ถูกมองว่า ไม่เห็นแก่มนุษยธรรม หากปฏิเสธการปล่อยให้รัฐบาลประเทศนั้นๆ ปั๊มยาสินค้าที่จดทะเบียนปกป้องสิทธิบัตรของตนเป็นดั่งเส้นขนานที่ไม่มีวันเดินมาบรรจบ เป็นปัญหาสั่งสมมานับศตวรรษ สำหรับสถานะและภาพลักษณ์ของบริษัทยาที่มักจะถูกตราหน้าว่ากำลังหากินบนชีวิตผู้คน ขายยาราคาแพงหูฉี่ คำนึงถึงแต่กำไร ไม่สนใจชีวิตของผู้ป่วยและไม่แยแสว่าผู้ป่วยจะมีกำลังพอเข้าถึงยารักษาที่มีราคาแพงได้หรือไม่

ผู้ร้ายกลับใจ บริษัทยาลดราคา โมเดลใหม่เพื่อการเข้าถึงยาราคาแพง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของบริษัทยานั้น เสียงโต้แย้งที่กลับมาเสมอก็คือ บริษัทยา คือ “ธุรกิจ” ที่หวังผลกำไร

และเป็นกำไรที่จะนำไปสู่การวิจัยและการพัฒนายาใหม่ๆ ของโลก ซึ่งการวิจัยและผลิตยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพนั้นมักจะมีต้นทุนที่แพงหูฉี่เสมอ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือวัคซีนต้านไวรัสเอชไอวี เป็นวัคซีนที่มีความต้องการสูง แต่ก็ต้องใช้ทุนการวิจัยที่สูงด้วย

ความเสี่ยงของบริษัทที่คิดค้นวัคซีนดังกล่าวก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันกับต้นทุนการวิจัยที่สูงลิ่ว

หากบริษัทนั้นๆ สามารถผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีขึ้นได้จริงก็อาจจะได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่

แต่สุดท้ายแล้วก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นซาตานหากกำหนดราคาวัคซีนนั้นในราคาที่แพงสูงลิ่ว

เป็นตัวอย่างของสถานการณ์ที่นำมาซึ่งจุดตีบตัน การพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสเอชไอวีในวันนี้จึงแทบจะไม่คืบหน้า เมื่อบริษัทยาทั้งหลายเห็นว่า “ไม่คุ้มกับความเสี่ยง”

กระนั้นก็ตาม ทางออกของปัญหายาราคาแพงไม่ถึงมือผู้ที่ต้องการยังคงมีทางออก

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาบริษัทยารายใหญ่สัญชาติอังกฤษอย่าง “แกล็กโซ สมิธไคลน์” เริ่มกรุยทางด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบโมเดลใหม่กับการ “...ลดราคายา” เพื่อการเข้าถึงยาของผู้ป่วย

ถือเป็นทั้งโมเดลเชิงธุรกิจใหม่ของบริษัทที่ตอบรับกับเศรษฐกิจโลกหลังยุควิกฤต และยังเป็นอีกหนึ่งความพยายามของบริษัทยาระดับโลก ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ครั้งสำคัญทีเดียว

‘ลดราคา’ทางออกแบบวินวิน

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีระดับการเข้าถึงการรักษาโรคที่ต่ำ โดยเหตุผลสำคัญคือสถานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าหลายๆ ภูมิภาคในโลก

“เมื่อคนมีรายได้น้อย ก็จะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ก่อน แน่นอนว่าจะไม่คิดถึงยา คิดถึงการรักษาตัวเอง หากมองไปดูราคายาในอดีต ยามีราคาแพงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงยาและการรักษาได้” คริสตอฟ เวเบอร์ รองประธานอาวุโส และผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของแกล็กโซ สมิธไคลน์ (จีเอสเค) กล่าวในงานพบสื่อที่ฮ่องกง

จีเอสเคได้เริ่มกรุยทางโมเดลทางธุรกิจแบบใหม่ตามแนวทางริเริ่มของคณะผู้บริหารและซีอีโอของบริษัท ที่จะเริ่มการลดราคายาลงในหลายประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา แน่นอนว่าหลักๆ คือ เพื่อการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์น้อยให้สามารถเข้าถึงยาราคาแพงได้มากขึ้น

เวเบอร์ อธิบายว่า โมเดลดังกล่าวคือการที่ทางบริษัทจะคิดคำนวณราคายาด้วยวิธีใหม่ ซึ่งผู้ป่วยในแต่ละประเทศจะต้องจ่ายค่ายาในราคาที่ต่างกัน โดยจะใช้ระดับของรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นไอ) เป็นดัชนีกำหนดราคายาที่จะขายในประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญ

ต้องยอมรับว่าการกำหนดราคายาที่เท่ากันทั่วโลกตลอดที่ผ่านมานั้น เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศที่ยากจนกว่าไม่สามารถเข้าถึงยารักษาที่มีคุณภาพดี แต่ราคาแพงได้

เพราะถือว่ามีความเป็นไปแทบจะไม่ได้เลยที่ผู้ป่วยในกัมพูชาจะมีกำลังจ่ายยารักษาในราคาเท่ากับคนสหรัฐ คนอังกฤษ หรือคนญี่ปุ่น

การกำหนดราคาที่เท่ากันทั่วโลก จึงเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยในประเทศยากจนเข้าถึงยาราคาแพง ที่มีคุณภาพดีใช้ในกระบวนการรักษาได้มีประสิทธิภาพ

ทางออกของจีเอสเคก็คือ ประเทศรวยจะต้องซื้อยาแพงกว่าประเทศยากจน

“โมเดลใหม่นี้จะใช้กับทุกโปรเจกต์ยาใหม่ๆ ของบริษัท และยาตัวเก่าด้วย ประเทศร่ำรวยจะต้องจ่ายค่ายามากกว่า โดยราคาที่แพงกว่านั้นจะนำไปครอบคลุมต้นทุนของยาที่ขายราคาถูกกว่าในประเทศที่จนกว่า” เวเบอร์ อธิบาย

ด้วยวิธีนี้ ประเทศที่ยากจนสามารถข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึงได้มากขึ้นกว่าเดิม

ด้านชาญชัย ธรรมร่มดี ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์ของแกล็กโซ สมิธไคลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของโมเดลธุรกิจใหม่ของจีเอสเคนั้น ก็คือการทำให้ผู้ป่วยยากจนสามารถเข้าถึงยาที่มีราคาแพงได้ นอกเหนือจากนั้นยังจะเป็นการปรับปรุงภาพลักษณ์ของบริษัทยาด้วย

“จีเอสเคได้ปรับราคายาลงมาตามระดับรายได้มวลรวมประชาชาติของประเทศไทย ซึ่งตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้น รายได้มวลรวมของไทยอยู่ที่ 3,200 เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี ส่วนประเทศอื่นก็ต่างกันไป เช่นเวียดนามอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐ มาเลเซียอยู่ที่ 6,200 เหรียญสหรัฐ”

ชาญชัย อธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาจีเอสเคเริ่มปรับลดราคายาลงมาตามสูตรของโมเดลธุรกิจใหม่บ้างแล้ว โดยมีรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นไอ) เป็นตัวกำหนด กับนวัตกรรมป้องกันมะเร็งปากมดลูก นวัตกรรมป้องกันโรคท้องเสียจากไวรัสโรตา และยารักษามะเร็งเต้านม

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2008 ที่ผ่านมานั้น บริษัทยารายใหญ่ของโลกต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนถึงขั้นทำให้อุตสาหกรรมยาเปลี่ยนรูปแบบไปไม่น้อย

หลายบริษัทต้องเปิดกว้างสำหรับการควบรวมกับบริษัทที่ใหญ่กว่า ขณะที่พนักงานในอุตสาหกรรมยาถูกออกจากงานมากกว่า 8 หมื่นตำแหน่งสังเวยวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ไฟเซอร์ บริษัทยาอันดับ 1 ของโลก ได้ปลดพนักงานไปราว 1 หมื่นคน เมิร์กหั่นพนักงานลงไป 8,400 คน ส่วนแกล็กโซ สมิธไคลน์ เองก็ตัดลดพนักงานไปราว 3,700 คนทั่วโลก

อิริค กอร์ดอน ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยธุรกิจรอส แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์ อาร์เบอร์ ให้ความเห็นว่า แม้ว่าบริษัทยาขนาดใหญ่จะประสบปัญหาไม่น้อยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา แต่ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาหลักของบริษัทยา

“แต่ปัญหาหลักอยู่ที่การจะทำให้เกิดผลตอบแทนจากการลงทุนที่แพงได้อย่างไร ในเมื่อมีแรงกดดันด้านราคาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้”

ดังนั้น โมเดลการลดราคายาของจีเอสเคจึงถูกมองว่าจะเป็นทางออกที่จะตอบสนองของทุกฝ่าย ที่ผู้ป่วยในประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถเข้าถึงยาราแพง ในขณะที่บริษัทยาเองก็หวังว่าจะสามารถทำยอดขายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมจากราคาที่ถูกลง

ขณะที่ต้นทุนและผลกำไรของผลิตภัณฑ์ยาจะได้รับการเฉลี่ยจากการขายยาต่างราคากันในแต่ละประเทศทั่วโลก โดยมีระดับรายได้มวลรวมประชาชาติของแต่ละประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคายาในประเทศนั้นๆ เอง

ชาญชัย กล่าวว่า การใช้นโยบายใหม่นี้จีเอสเคเองจะได้ประโยชน์สองประการคือ หนึ่ง จะทำให้ยาของจีเอสเคเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น และจีเอสเคจะได้ปริมาณขาย (Volume) กลับคืนมา

และสอง จีเอสเคต้องการปรับภาพลักษณ์ของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทยามีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก อย่างจีเอสเคถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ายามีราคาสูงมากคนเข้าไม่ถึง

“เราต้องการใช้โมเดลนี้เป็นบริษัทแรก ซึ่งจะต้องรอดูว่าผลจะออกมาอย่างไร และหวังว่าบริษัทอื่นจะตามมาเช่นกัน” ชาญชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท