
สร้างโอกาสให้ตนเองในเมียนมา
คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย
คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย
โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
หลายวันก่อนผมได้มีการประชุมร่วมกับเพื่อนหุ้นส่วนที่เป็นชาวเมียนมาท่านหนึ่ง วันนั้นท่านได้พาบุตรชายและบุตรสาวท่านมาร่วมประชุมด้วย ในระหว่างประชุมบุตรชายบุตรสาวท่านก็นั่งฟังความคิดของพวกเราที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันอย่างสนใจ พอเราประชุมเสร็จ ผมก็ถามว่า พวกหนูมีอะไรจะถามมั้ย บุตรสาวท่านก็ถามผมหลายคำถามมาก ที่เห็นว่าที่น่าสนใจมากคำถามหนึ่ง จึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
เขาถามว่า “ที่เมียนมาขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และมีโอกาสในการแสวงหาความร่ำรวยมาก คุณอาคิดว่ามีอะไรจะแนะนำสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่างพวกหนูบ้างมั้ย” น่าสนใจมากครับ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ชาวเมียนมา ที่คิดอยากจะสร้างเนื้อสร้างตัว
ก่อนที่ผมจะได้อธิบายให้เขา ผมได้ถามเขาว่าเขารียนจบอะไรมา เขาบอกว่าเรียนจบแพทย์มาจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และมาต่อ MBA จากมหาวิทยาลัยมหิดล มิน่า จึงมีแนวคิดที่แตกต่างจากเด็กรุ่นใหม่ในบ้านเรามาก ผมบอกไปว่า ที่เมียนมาเขาเพิ่งเปิดประเทศใหม่ๆ ดังนั้นโอกาสมีอยู่เยอะมาก อยากจะให้ดูตัวอย่างประเทศไทย จีน เวียตนาม กัมพูชาเป็นหลัก
ประเทศไทยนั้นเริ่มพัฒนาจากแผนพัฒนาฉบับที่หนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2504 จนถึงปัจจุบันนี้ ใช้เวลาการพัฒนาประเทศมาร่วม 57 ปี จะเห็นว่าประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่พัฒนาให้อยู่ดีกินดีขึ้นมาก และถ้ามองในทางการสร้างความร่ำรวยของประชาชน ใครที่มีวิสัยทัศน์ก็สามารถ สร้างความร่ำรวยได้ไม่ยาก แต่ในขณะเดียวกัน ใครที่ไม่พัฒนาตนเองหรือไม่มีวิสัยทัศน์ ก็จะต้องจมอยู่กับความยากจน บางครอบครัวใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วคนหรือสองชั่วคน ก็ร่ำรวยได้ ในขณะที่บางครอบครัวรุ่นแรกสร้างความร่ำรวยใว้ แต่รุ่นต่อๆมา กลับสร้างปัญหาให้กับครอบครัว จนกระทั้งล่มจมไปก็มี ดังนั้นนี่คือตัวอย่างแรกที่อยากจะให้ดูใว้เป็นตัวอย่าง
ในขณะที่ประเทศจีน ก็เริ่มพัฒนาในปี พ.ศ. 2523 หรือประมาณ 38 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการสร้างเขตปกครองตนเองที่เซิ่นเจิ่นเป็นที่แรก ด้วยดำริของผู้นำประเทศอย่าง ท่านเติ่ง เสี่ยวผิง เมื่อการพัฒนาเขตปกครองตนเองประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม ก็ได้ขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งมีรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้นอีก เช่น มีเขตปกครองตนเอง 5 แห่ง เขตเทศบาลนคร 4 แห่ง และเขตบริหารตนเองอีก 2 แห่ง เรามาดูในส่วนของการสร้างความมั่งคั่งของประชาชนของเขาบ้างนะครับ
แน่นอนว่าช่องว่างระหว่างความจนกับความรวยต่างกันเยอะมาก คนที่เขารวยได้ เราก็เห็นว่าเขาต้องมีความรู้ ความสามารถ โอกาสและวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าคนอื่นแน่นอน ไม่ว่าการศึกษาและช่องทางนั้น ไม่ใช่จะได้มาแบบโชคช่วยแน่นอน ทุกคนจะต้องมีเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างและน่าทึ่งทั้งนั้น ส่วนคนที่ยากจนอยู่นั้น ผมก็คิดว่าเขาคงไม่ได้มีโอกาสทั้งหลายช่องทาง เฉกเช่นคนรวยทั่วไป เมื่อช่องว่างระหว่างความจนกับความรวยยิ่งห่าง โอกาสที่จะลืมตาอ้าปากก็จะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อยๆแหละครับ
มาดูที่เวียดนามกันบ้าง ที่นี่จะแปลกกว่าทั้งไทยและจีน เพราะช่วงก่อนประเทศจะล่มสลาย ได้เกิดการพลัดถิ่นของประชาชนที่หนีภัยสงครามกันมาก ทำให้เกิด “เวียดเกี่ยว”หรือเวียตนามโพ้นทะเลกันมาก ตามประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เมื่อนโยบายเปิดประเทศเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปลงทุน และแน่นอนว่าชาวเวียดนามโพ้นทะเลหรือเวียดเกี่ยว ก็เป็นส่วนหนึ่งที่หลั่งไหลกลับบ้านเกิด เข้าไปร่วมกันพัฒนาประเทศ ซึ่งเขาเหล่านั้นได้รับสิทธิ์ที่เทียบเท่าคนเวียดนามทั่วไป ซึ่งก็ย่อมจะพิเศษกว่านักลงทุนชาวต่างชาติ
ส่วนคนที่อยู่ภายในประเทศเอง เมื่อเขาเห็นโอกาสและช่องทางเปิดกว้างขึ้น เขารู้ดีว่าการศึกษานั้นเป็นบันไดขั้นที่หนึ่ง ที่จะนำพาเขาไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จ ในยุคที่เปิดประเทศใหม่ๆ ช่วงปีคศ.1985-1995 ผู้คนหนุ่มสาวจึงหันมากระตือรือล้นที่จะแสวงหาความรู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย มาถึงวันนี้คนเหล่านั้นก็เกิดความมั่งคั่งขึ้นมา นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครับ
มาดูที่เมียนมากันบ้าง ที่นี่เพิ่งเป็ดประเทศได้ไม่นานนัก ประมาณ 8-9 ปีเท่านั้น ในช่วงนี้คนหนุ่มสาวที่กำลังเริ่มสตาร์ทอัพ ต้องเอาบทเรียนที่ประเทศที่ผมกล่าวมาเป็นตัวอย่าง ต้องรู้จักเรียนรู้ ต้องรู้จักการเลือกที่จะทำ แน่นอนการศึกษาต้องมาก่อนอย่างแน่นอน และสิ่งที่จะตามมาคือทำอย่างไรในการเลือกที่จะเดินธุรกิจที่มีอนาคต นี่ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของเราเองแล้วแหละครับ ไม่มีใครเป็นผู้กำหนดให้เราได้หรอกครับ จำใว้คือ “โชคชะตาเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่ง แต่การลงมือทำ เป็นการกำหนดชะตาของเราเองครับ”
กระดาษหมดแล้ว อาทิตย์หน้าจะมาเล่าต่อว่าควรจะกำหนดชะตาชีวิตของเราเองอย่างไรครับ







