
การปลุกกระแสความรักชาติของชาวเมียนมา
ชาวกระฉิ่น เมียนมา ในสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันออกไปเดินขบวนที่หน้าสถานฑูตจีน และสถานฑูตเมียนมา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนอิยะวดี และยกเลิกคดีความต่างๆโดยสิ้นเชิง
ชาวกระฉิ่น เมียนมา ในสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันออกไปเดินขบวนที่หน้าสถานฑูตจีน และสถานฑูตเมียนมา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนอิยะวดี และยกเลิกคดีความต่างๆโดยสิ้นเชิง
คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย
โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปย่างกุ้ง เพื่อปฏิบัติภาระกิจตามปกติ ได้ยินได้ฟังน้องๆที่บริษัทฯมาเล่าให้ผมฟัง ถึงเรื่องราวการปลุกกระแสความรักชาติของพิธีกรรายการพยากรอากาศทางสถานีโทรทัศน์ท่านหนึ่งชื่อว่า Dr. u Tun Lwin ซึ่งได้ออกมารณรงค์ให้ประชาชนชาวเมียนมา ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 1 เหรียญสหรัฐ เพื่อเอามาสู้คดีเรื่องเขื่อนอิยะวดีกัน ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา ผมจึงอยากจะนำมาเล่า เพื่อเป็นกรณีศึกษากันครับ
คนไทยถ้าเกิดก่อนปีพ.ศ. 2500 คงจะจำกันได้ดีว่า เราก็เคยมีเหตุการณ์รณรงค์ให้คนไทยร่วมกันออกมาบริจาคเงินคนละหนึ่งบาท เพื่อเอาไปสู้ศึกแย่งชิงกรรมสิทธ์เขาพระวิหารกับประเทศเขมร (ปัจจุบันต้องเรียกว่ากัมพูชา) ในยุคนั้นมีการร้องเพลงปลุกใจกัน ผมเองตอนนั้นก็เข้าเรียนชั้นประถมอยู่ ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้ใหญ่เขาทำอะไรกันหรอกครับ แต่เมื่อเลิกเรียนกลับบ้าน ก็ต้องไปบอกแม่ว่า ต้องช่วยกันบริจาคนะ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องแพ้เขมรแน่นอน
มาวันนี้ ได้เห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้กำลังจะเกิดในเมียนมาอีกครั้งแล้วครับ แต่อาจไม่ใช่จะเหมือนกันหมดเสียทีเดียว คงต้องท้าวความกันยาวๆหน่อย ในฐานะที่อยู่เมียนมามานานครับ
ผมจำได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนท่านนายกเต็ง เส่ง จะเข้ามาเป็นรัฐบาลครับ ในวันที่ 24 ธันวาคม ปีค.ศ.2008 รัฐบาลเมียนมาได้ให้สัมปทานบัตรการสร้างเขื่อนแม่น้ำอิยะวดีช่วงตอนต้นแม่น้ำ ซึ่งอยู่ที่รัฐกระฉิ่น แก่บริษัท CPI ของจีนไป เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้ามาใช้ในประเทศ
ต้องบอกว่าแม่น้ำอิยะวดีเกิดขึ้นจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำ เม ค่า กับแม่น้ำ มะลิ ค่า ซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายนี้เกิดมาจากเทือกเขาหิมาลัยตอนปลายด้านตะวันออกสุด ซึ่งจะอยู่ด้านชายแดนเหนือสุดของประเทศเมียนมา โดยจะไหลลงมาผ่านเมืองต่างๆแล้วจึงมาบรรจบกันที่ใกล้ๆเมืองมิจีน่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐกระฉิ่น แล้วไหลผ่านรัฐต่างๆลงมา อันมีรัฐกระฉิ่น สกาย มะไกว พะโก (หงสาวดี) แล้วสุดปลายทางที่รัฐอิยะวดี จึงแตกตัวออกมาเป็นแม่น้ำสายเล็กอีกประมาณสิบสาย จึงไหลลงสู่ทะเล จึงทำให้รัฐอิยะวดีเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด และสวยงามมากๆนั่นเองครับ
การปล่อยให้บริษัทต่างชาติ เช่น จีนเข้ามาทำการสัมปทานสร้างเขื่อนนั้นก็เป็นเพราะในขณะนั้น ประเทศเมียนมาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างแสนสาหัส คงจะจำกันได้ว่า ผมเคยเล่าให้ฟังว่าขาดแคลนมากกระทั้งในเมืองหลวงย่างกุ้งในขณะนั้น ต้องแบ่งเขตกันใช้กระแสไฟฟ้า บางเขตจะได้ใช้ไฟฟ้าประมาณวันละสาม-สี่ชั่วโมงเท่านั้นครับ ดังนั้นการที่มีใครยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องอ้าแขนรับแน่นอนครับ
แต่พอหลังจากนั้นการพัฒนาในเมียนมาก็ดีขึ้นเป็นลำดับ บริษัทจีนเองก็ลงทุนไปกับการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น ซึ่งก็หมดเงินหมดทองไปเยอะมาก ทางรัฐบาลเมียนมาเองเกิดนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ เลยให้มาทำประชาพิจารณ์กันใหม่ โปรเจ็คนี้จึงไม่ผ่านผลประชาพิจารณ์ โครงการจึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสร้างความไม่พอใจให้กับบริษัท CPI เป็นอย่างยิ่ง และจะยกขึ้นมาฟ้องร้องกันต่อไป นี่เป็นที่มาของการออกมาเรียกร้องให้คนในชาติเมียนมาให้ออกมาช่วยกันบริจาคเงิน เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อต่อสู้คดีความกับบริษัท CPI ของจีนนั่นเองครับ
ในวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ทางด้านชาวกระฉิ่น เมียนมา ในสหรัฐอเมริกา โดยการนำของ Dr.Thain Shwe ก็ได้ระดมคนเมียนมาให้พร้อมใจกันออกไปเดินขบวนที่หน้าสถานฑูตจีน และสถานฑูตเมียนมา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้และยกเลิกคดีความต่างๆโดยสิ้นเชิง
อีกทั้งได้ป่าวประกาศว่า ทางประชาชนท้องถิ่นในรัฐกระฉิ่น ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน แต่สนใจสิ่งแวดล้วมที่จะถูกทำลายโดยการสร้างเขื่อนอิยะวดีนี้เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเรียกร้องไปยังรัฐบาลเมียนมา โดยพรรค NLD ของท่านอ่อง ซาน ซูจี ว่าให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา อีกทั้งยังหวังว่า ในช่วงวันที่ 25-27 เมษายนนี้ ทางท่านอ่อง ซาน ซูจี จะไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จึงมีการฝากให้ท่านอ่อง ซาน ซูจี ได้นำเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้อปรึกษาหารือกันอีกครั้งด้วย
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เราในฐานะคนนอกที่อาศัยอยู่ในเมียนมา ก็ได้แต่จับตามองเท่านั้นเองครับ และควรนำมาเป็นกรณีศึกษา ให้เห็นถึงความสำคัญของทุนต่างชาติที่จะเข้ามาสู่ประเทศเราว่า เราควรอย่ามองแค่ผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว เราต้องดูถึงผลกระทบทางด้านอื่นๆด้วย







