
ค่าความกลัว
ข่าวที่คนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดช่วงนี้หากไม่ใช่การประชุมของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐ
ข่าวที่คนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดช่วงนี้หากไม่ใช่การประชุมของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐ
ก็คงหนีไม่พ้นกระแสก่อการร้ายที่คัมแบ็กกลับมาอีกครั้ง หลังจากภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากวิกฤตเมื่อ 3 ปีก่อน
แถมมาครั้งใหม่นี้ยังหวือหวา กระพือแรงผวาให้ (ฝรั่ง) ได้ไม่น้อย
ไล่ตั้งแต่ต้นทางประเทศเยเมน ที่คนร้ายส่งระเบิดซุกซ่อนในกล่องตลับหมึก แต่ถูกดักพบได้ที่อังกฤษและดูไบเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะถูกส่งไปถึงเป้าหมายโบสถ์ยิวในสหรัฐ หรือก่อนที่จะเกิดระเบิดกลางอากาศ
มาสัปดาห์นี้เปลี่ยนสถานที่เป็นกรีซ ที่พบวัตถุระเบิดซุกซ่อนแบบเดียวกันในกล่องพัสดุที่ส่งกระจายไปตามสถานทูตสถานที่สำคัญๆ ในกรีซ และส่งไปหาผู้นำในต่างประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี แห่งอิตาลี และนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี
ปั่นป่วนจนรัฐบาลกรีซต้องประกาศระงับการขนส่งพัสดุทั้งหมดชั่วคราว
เห็นแบบนี้แล้วก็นึกกลัวค่ะ ไม่ใช่กลัวระเบิด ไม่ใช่กลัวก่อการร้าย แต่กลัวว่าเราจะต้องเจอเรื่องยุ่งๆจากขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัยวุ่นวายทั้งหลายที่สนามบิน
และกลัวว่าทั่วโลกจะถูกดึงให้เข้าสู่ความกลัวแบบเดียวกัน จนต้องยกเครื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สนามบินและอุตสาหกรรมการบินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด
เบื้องต้นนั้นพวกพี่เบิ้มทั้งสหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ก็ออกมานำร่องซาวด์เสียงเรียกร้องแล้ว
นอกจากนี้ ยังกลัวว่าการยกเครื่องความปลอดภัยในภาษาสากลเดียวกันนั้น จะหมายถึงการจัดซื้อเครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิด ที่เป็นเทคโนโลยีแสนแพงอิมพอร์ตจากตะวันตกทั้งหลาย
ยกตัวอย่างง่ายๆ เครื่องสแกนเนอร์ที่สนามบินในสหรัฐ แบบที่เอกซเรย์ออกมาเห็นสัดส่วนผู้โดยสารได้ทุกมุมทั่วเรือนร่าง (FullBody Airport Scanner) นั้น มีราคาถึงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตีเป็นเงินไทยมหาศาลเกือบ 3 หมื่นล้านบาท
จำนวนนี้ไม่ใช่ทุกสนามบินทั่วสหรัฐ แต่ยังเป็นแค่โครงการนำร่องที่สนามบินไม่กี่แห่งเท่านั้น
ทุกวันนี้หลายคนอาจต้องขอบใจวิกฤตเศรษฐกิจในตะวันตกส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ความมั่งคั่งเปลี่ยนขั้วมาสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย หรือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้ประชากรจำนวนมากได้รับการยกระดับขึ้นเป็นชนชั้นกลาง มีโอกาสนั่งเครื่องบินตั้งแต่โลว์คอสต์จนถึงเฟิสต์คลาส
แต่หลายคนและหลายประเทศคงจะรู้สึกขอบใจมากกว่านี้
ถ้าไม่ถูกดึงกลับเข้าสู่การเลือกข้างในยุคก่อการร้าย และต้องแลกด้วยค่าความกลัวมหาศาล







