
ฮับยานยนต์ของอาเซียน ฝัน(ไม่)เล็กของเสือเหลือง
ความฝันที่จะแซงหน้าประเทศไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยการก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของ “แดนเสือเหลือง” อาจไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอยหรือไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ความฝันที่จะแซงหน้าประเทศไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยการก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของ “แดนเสือเหลือง” อาจไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอยหรือไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความฝันที่จะแซงหน้าประเทศไทย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยการก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของ “แดนเสือเหลือง” อาจไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอยหรือไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้กลายเป็นตลาดรถยนต์เนื้อหอมแห่งใหม่ที่บรรดาผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกต่างพาเหรดกันเข้าไปปักธงเพื่อตั้งฐานการผลิตรถยนต์แห่งใหม่เป็นว่าเล่น
ไม่ว่าจะเป็นออโตโมบิลส์ เปอโยต์ ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส ที่เลือกมาเลเซียเป็นฐานในเอเชียตะวันออก โดยตัดสินใจจับมือกับนาซา ค่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย ตั้งฐานการผลิตรถรุ่นใหม่ที่เมืองกูรัน เพื่อผลิตรถเปอโยต์รุ่น 207 ออกตีตลาดในอาเซียน ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าขยายการผลิตรถยนต์จาก 2 หมื่นคัน เป็น 5 หมื่นคัน ใน 3 ปี
ขณะที่โฟล์คสวาเกน ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของยุโรปเองก็ยังแห่ร่วมขบวนพาเหรดนี้ ด้วยการตัดสินใจร่วมทุนกับ DRBHicom ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย เตรียมเปิดไลน์การผลิตรถยนต์ VW ภายในปี 2555
การกระโจนเข้าหามาเลเซียในครั้งนี้ น่าจะเป็นสัญญาณบอกถึงศักยภาพ และแรงดึงดูดของมาเลเซียที่กำลังเตะตายุโรป
กระนั้นก็ตาม นอกจากมาเลเซียจะเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ที่หอมหวานสำหรับค่ายรถยุโรปแล้ว สำหรับค่ายรถระดับบิ๊กเบิ้มในเอเชียเอง แดนเสือเหลืองก็เป็นตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย
เพราะแม้แต่โตโยต้า ค่ายรถเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่น ที่ถึงจะมีฐานการผลิตรถรุ่นคัมรี่อยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีแผนจะขยายการผลิตรถรุ่นดังกล่าวมายังมาเลเซียภายในอีก 2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ถือเป็นสองฐานการผลิตที่เบียดสูสีในสายตาโตโยต้า
เช่นเดียวกับเกีย มอเตอร์ บริษัทลูกในเครือฮุนได มอเตอร์ จากเกาหลีใต้ ก็ยังไม่วายหันมาจับมือกับนาซา ค่ายรถสัญชาติมาเลเซีย เพื่อตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ที่เมืองเกดะห์ สำหรับผลิตรถเพื่อส่งออกไปตีตลาดยังอินโดนีเซีย
ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลแดนเสือเหลืองยังเกทับให้เพื่อนบ้านอิจฉาด้วยว่า นอกจากคาราวานค่ายรถยักษ์ใหญ่ที่ไล่เรียงมาแล้ว ยังมีผู้ผลิตรถจากต่างชาติอีกอย่างน้อย 5 เจ้า ที่สนอกสนใจเข้ามาตั้งฐานการผลิตในมาเลเซียเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จก้าวแรกที่มาเลเซียได้รับในเวลานี้ หาได้เป็นหลักประกันที่มั่นคงว่ามาเลเซียจะสามารถโค่นแชมป์คู่แข่งตัวเอ้อย่างไทยขึ้นเป็นตลาดรถยนต์เบอร์หนึ่งของภูมิภาคได้อย่างสะดวกโยธิน
เพราะต้องไม่ลืมว่ากุญแจดอกสำคัญของมาเลเซียที่บรรดาค่ายรถทั่วโลกต้องการให้มีการปลดล็อกเป็นการด่วน คือ “มาตรการกีดกันทางการค้า” เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทรถยนต์แห่งชาติ ทั้งโปรตอน (Proton) และเปโรดัว (Perodua) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กและขนาดกลาง
ทว่า แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียจะพยายามสรรหานโยบายใหม่ออกมาเพื่อล่อใจนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งยอมกัดฟันผ่อนปรนนโยบายปกป้องตลาดรถยนต์ลงไปทีละเล็กทีละน้อยในหลายจุด
ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการผลิตรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.8 ซีซีขึ้นไป (รถยนต์ขนาดใหญ่) ที่มีราคาราว 1.5 แสนริงกิต (48,400 เหรียญสหรัฐ) ได้ 100% หรือการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบสำหรับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรขึ้นไปเพื่อส่งออก
ตลอดจนนโยบายอุตสาหกรรมรถยนต์ฉบับใหม่ที่ระบุว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า มาเลเซียจะยกเลิกระบบการออกใบอนุญาตนำเข้ารถยนต์ “Approved Permit” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการส่งเสริมการคอร์รัปชัน และขัดขวางโอกาสทางการแข่งขัน
ถึงกระนั้นก็ตาม หากพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเองและตบตาชาวโลกว่า เวลานี้มาเลเซียใจกว้างพอที่จะเปิดตลาดรถยนต์อย่างเสรี และพร้อมจะเชื้อเชิญให้ผู้ผลิตรถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้แบบแฟร์ๆ แล้ว
แต่แท้จริงแล้วมาตรการผ่อนปรนทั้งหมดที่ออกมานั้น เป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่เท่านั้น หาได้ครอบคลุมถึงผู้ผลิตรถขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นตลาดที่ถูกผูกขาดมาอย่างต่อเนื่องโดยโปรตอน และเปโรดัว ซึ่งเป็นรถยนต์แห่งชาติของชาวมาเลย์
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่านัยที่เคลือบแฝงอยู่ในความพยายามของรัฐบาลแดนเสือเหลืองที่พยายามผ่อนผันการคุมเข้มตลาดรถยนต์นั้น คือ มาเลเซียเพียงต้องการล่อใจให้ผู้ผลิตรถต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิต เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น
แต่ไม่ต้องการทุบหม้อข้าวตัวเอง หรือเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเหล่านี้เข้ามาตีตลาด หรือแย่งส่วนแบ่งการตลาดรถเล็กขนาด 1.3 ซีซี และรถขนาดกลาง 1.5 ซีซี ซึ่งปัจจุบันโปรตอน และเปโรดัว เป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 70%
ทว่า ด้วยนัยซ่อนเร้นที่คล้ายเป็นสัญญาณอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่นี้เอง จึงทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญในมาเลเซียต้องออกมาเตือนสติรัฐบาลว่า หากรัฐบาลยังคงมีแนวคิดเช่นนี้อยู่ ก็ยากที่มาเลเซียจะประกาศศักดาขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับไทยในการเป็น “ฮับ” ยานยนต์ของภูมิภาคได้อย่างภาคภูมิและสมน้ำสมเนื้อ
“อุปสรรคสำคัญของมาเลเซียในเวลานี้ คือ นโยบายของรัฐบาล” ไอชาห์ อาหมัด ประธานสมาคมยานยนต์แห่งมาเลเซีย กล่าว
พร้อมกันนี้ยังระบุว่า สิ่งที่ไทยได้เปรียบมาเลเซียอยู่หลายขุมในเวลานี้ คือ นอกจากประเทศไทยจะมีการเปิดตลาดรถยนต์อย่างเสรี 100% แล้ว ยังมีสิ่งจูงใจนักลงทุนที่ดีกว่ามาเลเซียในหลายด้านๆ ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าค่ายรถต้องการอะไร รัฐบาลไทยพร้อมที่จะจัดหาไว้ให้
ด้วยเหตุนี้หากเสือเหลืองต้องการชิงตำแหน่งจ่าฝูงจากเสือสยาม ก็จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตรถชั้นนำของโลก ให้เชื่อมั่นว่ามาเลเซียเองก็มีตลาดภาคยานยนต์ที่เปิดเสรี
สอดคล้องกับความคิดเห็นของนักวิเคราะห์อาวุโสของสถาบันวิจัยโอเอสเค ที่ระบุว่า การกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตรถภายในประเทศ ด้วยการเก็บภาษีรถที่ไม่ใช่สัญชาติมาเลเซียในอัตราที่สูงเพื่อความได้เปรียบในด้านราคานั้น ยังคงเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้
ทั้งนี้ เนื่องจากการใช้วิธีใต้ดินดังกล่าว ทำให้ตลาดรถขนาดกลางและขนาดเล็กของมาเลเซียไม่เกิดการแข่งขัน ทำให้ที่ผ่านมาโปรตอน และโปเรดัว มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องคุณภาพในการผลิตและดีไซน์เสมอ
และเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โปรตอนก็เพิ่งประกาศเรียกคืนรถยนต์ 2 รุ่น คือ เจน 2 และซาเทรีย นีโอ หลังพบความบกพร่องของอะไหล่บางชิ้นส่วน
ถึงกระนั้นก็ตาม จากกระแสตื่นตัวของผู้คร่ำหวอดในวงการรถยนต์มาเลเซีย ที่เริ่มออกมากระทุ้งและกระตุ้นรัฐบาลของตัวเองทีละน้อยเพื่อให้หันมาลบจุดด้อย กลบจุดอ่อนของตัวเองที่เกิดขึ้นนี้ นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่เจ้าของตำแหน่ง “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” อย่างไทยต้องจับตามองชนิดห้ามกะพริบตา
เพราะถ้าหากวันหนึ่งมาเลเซียตาสว่าง และตัดสินใจเลิกโอบอุ้มอุตสาห กรรมยานยนต์ในบ้านเกิดชนิดยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเมื่อใด วันนั้นพี่ไทยเองก็คงต้องเหนื่อยกับการรั้งเข็มขัดแชมป์ตลาดยานยนต์แห่งอาเซียนไม่เบา
เพราะอย่าลืมว่าแม้เวลานี้ไทยจะเป็นต่อมาเลเซียในเรื่องของค่าแรงราคาถูก และการเปิดตลาดเสรี แต่เสถียรภาพทางการเมืองของมาเลเซียที่ไม่อยู่ในภาวะลมเพลมพัด ก็เป็นรุกฆาตตัวสำคัญของหมากกระดานนี้เช่นกัน







