
จับตาศึกสายเลือดโสมแดง พี่กับน้อง จ้องประหัตประหาร
อำนาจเป็นสิ่งหอมหวนและคาวคลุ้งด้วยกลิ่นเลือดในเวลาเดียวกัน และอำนาจยังสามารถมอบได้ กระทั่งความตายของพี่น้องและเครือญาติร่วมสายเลือด
อำนาจเป็นสิ่งหอมหวนและคาวคลุ้งด้วยกลิ่นเลือดในเวลาเดียวกัน และอำนาจยังสามารถมอบได้ กระทั่งความตายของพี่น้องและเครือญาติร่วมสายเลือด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภายหลังการแต่งตั้ง คิมจองอุน บุตรชายคนสุดท้องวัย 27 ปี ขึ้นเป็นทายาททางการเมืองของคิมจองอิล ผู้นำสูงสุด หรือ “ผู้นำอันเป็นที่รัก” ของชาวเกาหลีเหนือ ดูเหมือนเส้นทางก้าวสู่อำนาจของจองอุน จะราบรื่นเสมือนหนึ่งโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ดังที่ชาวโลกเคยประจักษ์มาแล้ว ภายหลังการก้าวขึ้นสู่อำนาจของบิดาของเขา ต่อจากผู้เป็นปู่ นั่นคือ คิมอิลซอง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของคิมจองอึน มิได้ราบรื่นเช่นนั้น
แม้แต่การเถลิงอำนาจของคิมจองอิล ผู้เป็นบิดา ก็หาได้สะดวกโยธิน ดังเช่นที่โลกภายนอกได้รับทราบไม่ ตรงกันข้ามการสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือเต็มไปด้วยบรรยากาศเขม็งเกลียว การชิงดีชิงเด่น การได้ดิบได้ดีและตกต่ำจากการเลือกฝั่งเลือกฝ่ายแห่งอำนาจ และการเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น
ล่าสุดหนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือต้องการ “ปิดปาก” คิมจองนัม บุตรชายคนโตของคิมจองอิล วัย 39 ปีที่บิดาสิ้นเสน่หา และใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนในต่างแดน
ที่ถึงขั้นต้องลงมือ “ปิดปาก” ก็เพราะคิมจองนัม เปิดเผยความลับเรื่องการสืบทอดอำนาจมากเกินไป อีกทั้งยังกระทำตนเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอย่าง โจ๋งครึ่มจนถึงขั้นยังเคยชวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาร่วม “ดริงก์” โต๊ะเดียวกันอย่างไม่ถือสา
อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้แดงออกมาเสียก่อน เพราะรัฐบาลจีน ซึ่งให้ที่พักพิงแก่คิมจองนัม ประกาศกร้าวมิให้เกาหลีเหนือแตะต้องคิมจองนัมเป็นอันขาด ตราบใดที่ “อดีต” ทายาทผู้นำสูงสุดยังพำนักอยู่ในแดนมังกร
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของศึกแย่งชิงและสลายขั้วอำนาจอันดุเดือดที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปนานเกือบ 2 ทศวรรษ
นักวิเคราะห์คาดว่า คิมจองอึน น้องชายที่กลายเป็นว่าที่ผู้นำประเทศแทนที่พี่ชาย อาจไม่ใช่ผู้สั่งการ “ปิดปาก” แต่เป็นกลุ่มอำนาจที่ภักดีต่อจองอุน ซึ่งขณะนี้เริ่มกระบวนการขจัดฝ่ายตรงข้ามที่สนับสนุนจองนัม ด้วยการย้ายจากตำแหน่งที่ทรงอำนาจออกไปเสีย ไปจนถึงสั่งคุมขัง สังหาร จนกระทั่งคำสั่งสังหารเดินทางมาถึงจองนัมในที่สุด
แม้แต่คิมจองนัมเองยังหวาดหวั่นใจว่า น้องชายอาจหมายเอาชีวิต ดังปรากฏสัญญาณนี้ในคำให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อาซาฮีของญี่ปุ่น ระหว่างพำนักในกรุงปักกิ่ง ว่า “โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจถึงรุ่นที่สาม”
ลีโจวอน นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจุงอังของเกาหลีใต้ชี้ว่า ถ้อยคำของคิมจองนัมเป็นกลยุทธ์ในการเอาตัวรอด โดยปัดกรณีขัดแย้งเรื่องการส่งมอบอำนาจให้พ้นตัว หาไม่แล้วอาจนำภยันตรายใหญ่หลวงมาถึงชีวิต
ส่วนเจ้าหน้าที่ของกระทรวงรวมชาติแห่งเกาหลีใต้แสดงความเห็นว่า ที่คิมจองนัมไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจถึงรุ่นที่สาม ก็เพราะกลัวว่าอาจตกเป็นเป้าล้างแค้นของน้องชาย หาใช่เพราะรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับเลือกเป็นทายาททางการเมือง เพราะคิมผู้พี่เคยถูกวางตัวในตำแหน่งนี้มาก่อน การเอ่ยว่าไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ เท่ากับยืนยันคำกล่าวเดิมที่เคยเอ่ยไว้กับสื่อต่างประเทศว่า ไม่สนใจที่จะสานต่อตำแหน่งผู้นำจากผู้เป็นพ่อ
การยืนยันเช่นนี้ยังเป็นการแปรสารเป็นนัยๆ ว่า การเลือกทายาทตระกูลคิมครั้งนี้ หาใช่การสืบทอดรุ่นที่สามโดยปริยายไม่ แต่เป็นการเลือกโดยฉันทามติตามกระบวนการทางการเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คิมผู้พี่กำลัง “ยอ” น้องชายอยู่กลายๆ ว่า ถูกเลือกสรรโดยประชามติ หาใช่อาณัติจากผู้นำสูงสุด
สาเหตุที่คิมจองนัมหวั่นเกรงการลอบสังหารเป็นหนักหนา ก็เพราะเกาหลีเหนือมีเครือข่ายสายลับและมือสังหารระดับพระกาฬที่แฝงตัวไปทั่ว แม้กระทั่งเกาหลีใต้เองยังมีสายลับของฝ่ายเหนือแฝงตัวมากมายถึง 5 หมื่นคน ไม่ต้องเอ่ยถึงจีนที่มีพรมแดนติดกับเกาหลีเหนือโดยตรง จะมีสายลับมากมายกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
ประสิทธิภาพของมือสังหารเกาหลีเป็นที่ทราบกันดีในหมู่หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ เพราะต้องคอยปกป้องชีวิตของชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีมาพึ่งใบบุญ แต่ต้องถูกตามจองล้างจากรัฐบาลเดิมในข้อหาทรยศต่อชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเกาหลีเหนือที่มีตำแหน่งสูงส่งในรัฐบาลคิมจองอิล ยิ่งต้องใช้มือสังหารมือดีที่สุด เพื่อชำระแค้น
กรณีตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การลอบสังหาร ลีฮันยอง ลูกชายของซงฮเยรัง พี่สาวของซงฮเยริม ภริยาคนแรกของผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน คาดว่าเพื่อปิดปากลีฮันยอง ที่ลี้ภัยไปอยู่เกาหลีใต้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้เปิดเผยว่า ลีฮันยองเดินทางมาลี้ภัย อีกทั้งยังทำการศัลยกรรมและใช้ชื่อกลบเกลื่อนร่องรอย แต่ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของหน่วยคอมมานโดล่าสังหารจากโสมแดง
การสังหารลีฮันยอง เป็นภาพสะท้อนว่า คิมจองยอปไม่โปรดปรานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับภริยาคนแรก ซึ่งเป็นแม่ของลูกชายคนโตคิมจองนัม จึงไม่น่าประหลาดใจที่คิมจองนัมจะหวาดระแวงว่าชีวิตตนอาจสูญสิ้นได้ทุกเมื่อ
ล่าสุดคือ ความพยายามลอบสังหารฮวางจางยป อดีตอาจารย์ของผู้นำเกาหลีเหนือ และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของเกาหลีเหนือ (ระดับที่ 24) ที่ระเห็จมาพึ่งใบบุญฝ่ายใต้ ยังผลให้รัฐบาลโสมแดงเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นตามเอาชีวิตหลายครั้ง โดยเมื่อเดือน เม.ย. ทางการเกาหลีใต้สามารถจับกุมสายลับเกาหลีเหนือ 2 ราย ที่แฝงตัวมากับผู้ลี้ภัยที่เดินทางผ่านเข้าไทย โดยทั้งคู่สารภาพว่ามุ่งหมายจะมาเอาชีวิตฮวางจางยปโดยเฉพาะ
แม้กระทั่งฮวางจางยอปจะเสียชีวิตไปแล้วด้วยวัย 87 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่สาเหตุการเสียชีวิตยังไม่ได้รับการเปิดเผย ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า สายลับเกาหลีเหนืออาจเป็นผู้ลงมือ
ด้วยสาเหตุเพียงประการเดียว คือ ฮวางจางยอปพูดมากเกินไป และยังเอ่ยปากพูดถึงลูกชายทั้งสามคนของคิมจองอิล ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการส่งมอบอำนาจสู่รุ่นที่สาม
ด้วยเหตุนี้การเอาชีวิตรอดจากศึกสายเลือด จึงยากเย็นพอๆ กับการธำรงอำนาจในศึกอันเข้มข้นนี้ แม้ว่าจะหลบหนีไปอยู่ต่างแดน ก็ยังยากจะรอดพ้นไปได้
แท้จริงแล้ว ศึกสายเลือด “ตระกูลคิม” แห่งเกาหลีเหนือมิได้ปะทุขึ้นในชั่วรุ่นนี้เท่านั้น แต่เป็นมหากาพย์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่คิมรุ่นที่สอง ภายหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือรุ่นลูกของคิมอิลซุง ผู้นำคนแรก และ “ผู้นำตลอดกาล” ของเกาหลีเหนือ อันได้แก่ คิมจองอิล และคิมเพียงอิล
คิมเพียงอิล เป็นน้องชายต่างมารดากับผู้นำเกาหลีเหนือ โดยบุตรที่เกิดกับภริยาคนที่ 2 ของคิมอิลซอง หลังจากที่พี่ชายต่างมารดาก้าวขึ้นสู่อำนาจ ฐานะของคิมเพียงอิลพลอยง่อนแง่นไปด้วย เพราะหลังจากนั้นเกิดการกวาดล้างขั้วอำนาจครั้งใหญ่หลายครั้ง แต่ยังเคราะห์ดีที่เพียงอิลรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ แม้จะต้องระเห็จไปอยู่ต่างแดน ในฐานะทูตที่ไม่มีอำนาจแท้จริง ซึ่งก็คือการเนรเทศอย่างกลายๆ นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณีแย่งชิงอำนาจอย่างโหดเหี้ยมระหว่างคิมจองอิลกับคิมยองจู ผู้เป็นอา ในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ซึ่งผลสุดท้าย คิมจองอิล เป็นฝ่ายกุมชัยชนะ และตอบแทนฝ่ายที่พ่ายแพ้ด้วยการขับไล่ขั้วอำนาจเก่าจนเกือบหมดสิ้น
การขับไล่ที่ว่านี้ รวมถึงการส่งไปเป็นนักโทษในค่ายแรงงาน ต้องทนทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็น จากการขาดอาหาร การทำงานหนัก และทัณฑ์ทรมาน
ด้วยเหตุนี้ คิมเพียงอิลและคิมจองนัม จึงเคราะห์ดีที่สุดแล้ว หากพิจารณาจากอารมณ์ที่ไม่แน่นอนของผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ
แต่ศึกนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และยังไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงหลังจากสิ้นคิมจองอิล ดังที่|ฮวางจางยอปเคยคาดการณ์หรือไม่
สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นกับการสืบทอดอำนาจสูงสุดในเกาหลีเหนือ จึงไม่ต่างอะไรกับศึกชิงบัลลังก์เลือดของราชวงศ์ต่างๆ ในยุคโบราณ แม้กระทั่งราชวงศ์โชซอน อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายของเกาหลี
ที่น่าสนใจก็คือ เกาหลีเหนือยังเรียกประเทศตัวเองว่า “โชซอน” ตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ที่เปลี่ยนมาเรียกว่า “ฮันกุก” อาจเป็นความบังเอิญของชื่อเสียงเรียงนาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ต่างกันนัก ระหว่างราชสำนักโชซอนโบราณกับอาณาจักรตระกูลคิม แห่งประเทศโชซอนในปัจจุบัน
อำนาจเป็นสิ่งหอมหวนและคาวคลุ้งด้วยกลิ่นเลือดในเวลาเดียวกัน และอำนาจยังสามารถมอบได้
กระทั่งความตายของพี่น้องและเครือญาติร่วมสายเลือด







