
บุกตลาดเพื่อนบ้าน ผ่านโซเชียล
โซเชียลมีเดีย ตัวแปรการตลาดยุคใหม่เพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย
โดย ปิยนุช ผิวเหลือง
โซเชียลมีเดีย ตัวแปรการตลาดยุคใหม่เพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้การวางกลยุทธ์ตลาดออนไลน์ที่ชัดเจน เพื่อสื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย
จักรพันธ์ ศรีจันทร์ทัพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮับไวเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย เปิดเผยว่า การมีอยู่ของโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายสะดวกขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งโซเชียลมีเดียทลายกำแพงการทำตลาดของผู้ประกอบการรายเล็กและผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ทั้งนี้ข้อควรระวังสำหรับเอสเอ็มอีในการใช้โซเชียลมีเดีย คือการกำหนดเป้าหมายสิ่งที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่าต้องการให้คนรู้จักแบรนด์ หรือต้องการใช้เป็นช่องทางการขาย เนื่องจากช่องทางออฟไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำกัดกว่า โดยกลยุทธ์ที่ใช้จะแตกต่างกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย อธิบายเพิ่มเติมว่า หากธุรกิจของผู้ประกอบการเป็นรูปแบบธุรกิจบีทูบี ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ กูเกิลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ หากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค รูปแบบบีทูซี ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคโดยตรง โซเชียลมีเดียจะเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะสามารถสร้างยอดขายรายวัน หัวใจสำคัญคือการออกแบบการตลาดให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด
นอกเหนือจากนี้ข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทย คือการยึดติดกับจำนวนการกดชื่นชอบ (กดไลค์) ยอดแชร์ หรือการคอมเมนต์ใต้โพสต์ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายเสมอไป รวมถึงการจดจำแบรนด์ด้วย เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบสินค้านั้นๆ ไม่ได้กดไลค์โฆษณาที่สื่อสารออกไป แต่จะมีพฤติกรรมสั่งซื้อสินค้า ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคอนเทนต์หรือเนื้อหา และกลยุทธ์ที่ใช้สื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ผู้ประกอบการต้องชัดเจนกับสิ่งที่ต้องการผ่านการทำตลาดออนไลน์ ส่งผลให้การลงทุนคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ทั้งนี้ การทำตลาดออนไลน์ในประเทศไทย มักทำผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ขณะที่ในประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ไม่แตกต่างกันนัก แต่ยังจำกัดอยู่ที่เฟซบุ๊กเป็นหลัก พบว่า ในปี 2560 ยอดการใช้งานเฟซบุ๊กในประเทศเมียนมาเพิ่มขึ้น 200% จากปี 2560 แสดงให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่ซีแอลเอ็มวี เข้าถึงโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งผู้เข้าถึงประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรงงานที่อยู่ในประเทศไทย และกลุ่มที่อยู่ในท้องถิ่น ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการไทย หากทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียในประเทศ นอกจากเสนอสินค้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยยังสามารถเสนอสินค้าให้กับเพื่อนบ้าน หรือชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศอีกด้วย
จักรพันธ์ กล่าวว่า ลูกค้าภายใต้บริษัท ฮับไวเซอร์ ที่ต้องการใช้โซเชียลมีเดียบุกตลาดเพื่อนบ้าน มักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมุ่งเน้นสร้างการรับรู้แบรนด์แก่ผู้บริโภคท้องถิ่น โดยเริ่มต้นจากพื้นที่เมืองหลัก ทั้งพนมเปญ เวียงจันทน์ ย่างกุ้ง และโฮจิมินห์ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีกำลังซื้อสูง โดยในด้านการตลาดออนไลน์ยังไม่มีการแข่งขันที่รุนแรง ยังมีโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียควบคู่กับการมีเว็บไซต์ของตนเอง ซึ่งยังเป็นสิ่งจำเป็นในซีแอลเอ็มวี
“องค์กรใหญ่ๆ เริ่มไปเปิดตัวในซีแอลเอ็มวี ซึ่งบางพื้นที่อินเทอร์เน็ตแรงกว่ากรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อยก็ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ ด้วยความใหม่ในการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้โซเชียลมีเดียในซีแอลเอ็มวียังสะอาดกว่าประเทศไทย จึงสามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลายกว่า แต่ทั้งนี้ก็มีข้อจำกัดในด้านภาษา ต้องใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก” จักรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย







