หุ้นโลกเปิดปีใหม่สดใส-เงินเอเชียแข็งค่า
ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเปิดตัวสดใสรับปีใหม่ โดยเอเชีย-แปซิฟิก(ไม่รวมญี่ปุ่น) ทำสถิติใหม่ตั้งแต่เปิดทำการวันแรกเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเปิดตลาดตามมาในวันถัดไป และพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 26 ปี เช่นเดียวกับตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐ ซึ่งดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติทะลุ 25,000 จุดเป็นครั้งแรกระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ค่าเงินทั่วเอเชียแข็งค่าขึ้นตามเงินดอลลาร์อ่อนค่า จนทำให้บางประเทศออกมาส่งสัญญาณเข้าแทรกแซงค่าเงิน เช่น เกาหลีใต้ที่ค่าเงินวอนแข็งค่าสูงสุดในรอบ 3 ปี ตั้งแต่เปิดตลาดปี 2018
เอเชียผงาดเศรษฐกิจดิจิทัล
นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ และอินเทลลิเจนต์ยูนิต บริษัทวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า 7 เมืองในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประกอบด้วย บังกาลอร์ มุมไบ กรุงนิวเดลี กรุงปักกิ่ง กรุงมะนิลา เซี่ยงไฮ้ และกรุงจาการ์ตา ติดอันดับใน 10 อันดับจาก 45 เมือง ในผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในการเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งนับเป็นการทำคะแนนได้ดีกว่าหลายเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น นิวยอร์ก โตเกียว และหลายเมืองในประเทศยุโรป
หวั่นวิกฤตเกาหลีลามธุรกิจเอเชีย
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เตือนว่าความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีที่อาจลุกลามในอนาคต จากการที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าพัฒนาและทดสอบนิวเคลียร์ มีแนวโน้มกลายเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด โดยหากเกิดการเผชิญหน้าทางการทหารขึ้น ธุรกิจเกือบทั้งหมดของเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก โลจิสติกส์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน และการเงิน อีกทั้งหากความขัดแย้งยืดเยื้อไปเป็นเวลากว่า 3-6 เดือน ภาคธุรกิจจีนและญี่ปุ่นจะเผชิญปัญหาด้วยเช่นกัน
จีนคุมเข้มถอนเงินต่างแดน
สำนักงานปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (เอสเอเอฟอี) ออกกฎระเบียบใหม่ จำกัดวงเงินการถอนเงินในต่างประเทศผ่านบัตรเอทีเอ็มที่ออกโดยธนาคารจีนอยู่ที่คนละไม่เกิน 1 แสนหยวน (ราว 5 แสนบาท) ต่อปี เพื่อเพิ่มการป้องกันการฟอกเงิน การเลี่ยงภาษี และการสนับสนุนเงินให้กลุ่มก่อการร้าย โดยกฎดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับในวันนี้ แต่จะยืดเวลาให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามภายในวันที่ 1 เม.ย. 2018 ทั้งนี้หากบุคคลใดถอนเงินเกินวงเงินดังกล่าว จะถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินในต่างประเทศทันทีตลอดทั้งปีและอีก 1 ปีถัดไป โดยเอสเอเอฟอีจะส่งชื่อบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎให้ธนาคารทุกวัน
“ไซโคลนระเบิด” ถล่มสหรัฐ
ไซโคลนระเบิด หรือพายุ “เกรย์สัน” ที่ความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮอริเคนและก่อตัวหลังแรงดันอากาศลดลงอย่างรวดเร็วใน 24 ชั่วโมง เคลื่อนตัวเข้าสู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐแล้วเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ส่งผลให้เกิดลมแรงและหิมะตกหนักท่ามกลางฤดูหนาวของสหรัฐที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยราว -12 องศาเซลเซียส ขณะที่บางพื้นที่มีอุณหภูมิราว -30 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความหนาวแล้วอย่างน้อย 22 ราย
พายุหิมะดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติในทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐซึ่งเผชิญกับหิมะ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 60 เท่า เป็น 175 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ในตลาดนิวยอร์ก เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของประเทศที่ราคาอยู่ที่ราว 3 ดอลลาร์เท่านั้น โดยดีมานด์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากใช้สำหรับการทำความร้อน
ยักษ์ไอทีโลกเร่งอุดรูรั่ว “ชิป”
นักวิจัยจากกูเกิล รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ และนักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยการค้นพบช่องโหว่ 2 ชนิด ได้แก่ “เมลต์ดาวน์” และ “สเปกเตอร์” ในชิปที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกเครื่องทั่วโลก จนอาจทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้ามายังระบบหรือแอพพลิเคชั่นและขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ ส่งผลให้บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อาทิ ไมโครซอฟท์ คอร์ป และแอปเปิ้ล อิงค์ ได้อัพเดทระบบปฏิบัติการเพื่อป้องกันช่องโหว่ดังกล่าว