posttoday
Ishikawa น่าไปมาก 2

Ishikawa น่าไปมาก 2

07 มกราคม 2561

การเดินทางรอบนี้ผมอยากลองนั่ง Hokuriku Shinkansen เลยจองตั๋วไปลงสนามบิน Haneda

การเดินทางรอบนี้ผมอยากลองนั่ง Hokuriku Shinkansen เลยจองตั๋วไปลงสนามบิน Haneda แล้วนั่ง Monorail ไปลงสถานี H amamatsucho ต่อ JR Yamanote อีก 3 ป้ายลงสถานี Tokyo สะดวกมากๆ โดยเฉพาะโมโนเรลตอนเช้าๆ นี่โล่งสุดๆ โบกี้ที่ผมนั่งมีแค่ 4-5 คนเท่านั้น มาแน่นเอาตอนเปลี่ยนมานั่งเจอาร์แต่ก็แค่ 3 ป้าย ถึงสถานี Tokyo ค่อยๆ ไปซื้อตั๋วรถไฟชินคันเซ็น เส้นทางนี้มีให้เลือก 2 ชนิด คือ รถธรรมดา Hakutaka จอด 12 ป้าย ใช้เวลาวิ่ง 3 ชั่วโมง และรถด่วน Kagayaki จอดแค่ 5 ป้ายใช้เวลาวิ่ง 2 ชั่วโมงครึ่ง มีวิ่งตั้งแต่เช้า 6 โมงกว่าไปจนถึงขบวนสุดท้ายประมาณ 3 ทุ่ม ความถี่ราวๆ 2-3 ขบวน/ชั่วโมง รถไฟขบวนนี้มี 12 ตู้ เป็น Ordinary 10 ตู้ Green car 1 ตู้ และพิเศษสุดคือ Gran Class 1 ตู้ ซึ่งมีเพียง 18 ที่นั่งเท่านั้น

Ishikawa น่าไปมาก 2

 

ในขณะที่ชั้นปกติมี 100 ที่ และชั้นกรีนมี 63 ที่ สนนราคาก็คูณ 2 จากชั้นปกติ 1.36 หมื่นเยน เป็น 26,970 เยน บริการบน Gran Class เทียบเท่ากับนั่งเครื่องบินชั้นหนึ่งเลย ผมพยายามจะสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ขายตั๋วว่าจะจอง Gran Class แต่ไม่ทราบว่าเพราะ สำเนียงของผม หรือความเข้าใจในภาษาอังกฤษของเจ้าหน้าที่ผิดพลาด ดันได้เป็นตั๋ว Green Car มาซะงั้น หันไปมองด้านหลังมีคนต่อแถวอีกยาวเหยียดเลยช่างมัน เอาไว้ค่อยหาโอกาสมาลองอีกที

เก็บตั๋วเรียบร้อยดูเวลายังมีเกือบชั่วโมงเลยเตร็ดเตร่หาข้าวเช้ากิน สถานี Tokyo ถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะหาร้านนั่งกินเป็นเรื่องเป็นราว หรือซื้อข้าวกล่องมานั่งกินก็มีพื้นที่จัดไว้ให้เรียบร้อย ลองลงไปอีกชั้น โอ้โฮ! ร้านรวงเยอะแยะ ทั้งร้านกาแฟ ร้านราเมน ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านขายข้าวกล่องมีทั้งแบบร้านดังมาเปิดเป็นเคาน์เตอร์ และร้านรวมข้าวกล่องรถไฟ (Ekiben) ที่ใหญ่กว่าชั้นบนเสียอีก พอเยอะก็เลือกไม่ถูก

Ishikawa น่าไปมาก 2

 

สุดท้ายใช้วิธีดูร้านไหนคนเข้าคิวเยอะก็ไปต่อคิวด้วย เลือกร้านที่มีสุภาพสตรีต่อคิวมากเป็นพิเศษ ขาย Inari Sushi หรือเต้าหู้ทอดห่อข้าว แต่ร้านนี้มีสารพัดไส้เพิ่มลงไปด้วยเลยได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ผมสอยมา 3 ชิ้น 3 ไส้ ที่ดูน่ากินสุดเป็นไส้ปูเปิดหน้าเห็นเนื้อปูอัดอยู่จนแน่น ซื้อเสร็จไปต่อคิวซื้อกาแฟร้อนอีกแก้ว แล้วตัดสินใจหอบหิ้วขึ้นไปกินบนรถไฟเพราะเดินเพลินเหลือเวลาแค่ 15 นาที รถไฟมาจอดพอดี จับเวลาตั้งแต่ผู้โดยสารลง เจ้าหน้าที่ทำความสะอาด หัวหน้าตรวจเช็กความเรียบร้อย หมุนเก้าอี้กลับด้านใช้เวลาราว 10 นาที ก็เปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้น ตู้ของผมติดกับตู้ Gran Class แต่เข้าไม่ได้นะครับ เขามีพนักงานต้อนรับของตู้นี้โดยเฉพาะคอยตรวจบัตรตั้งแต่ก่อนขึ้น แค่ดมกลิ่นยังไม่มีโอกาสเลยครับ ผมเลือกนั่งริมหน้าต่างตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ซึ่งมีไมตรีมาก (ถ้าไม่นับเรื่องการจองผิดให้ผม) ตอนจองที่นั่งดูให้หมดว่าข้างเราว่างอยู่จะได้นั่งสบายไปตลอดทาง ผมงัดกาแฟกับข้าวปั้นออกมากินระหว่างที่รถเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากชานชาลา

โดยส่วนตัวผมว่าสบายกว่านั่งเครื่องบินเยอะ ดีไม่ดีใช้เวลาพอกัน เพราะสถานีรถไฟอยู่กลางเมือง บนรถก็กว้างขวางจะเดินยืดเส้นยืดสายก็ได้ นั่งชมวิวข้างทางก็เพลิน แถมมีพนักงานเข็นรถมาขายของกินเป็นระยะ แป๊บเดียวเองในความรู้สึกก็มาถึง Kanazawa แล้ว

Ishikawa น่าไปมาก 2

 

เจ้าหน้าที่ของเมืองพร้อมล่ามมายืนรอรับที่ทางออก ซึ่งมีช่องทางเดียว นัดใครไม่มีทางหลงเด็ดขาด หลังจากทักทายกันเรียบร้อย ก็ขึ้นรถไปกินข้าวเที่ยง มื้อแรกเราประเดิมกันด้วยซูชิ เพราะทางเมืองคานะซาวะเขามีการจัดโปรโมชั่น Hyakumangoku no Sushi สืบเนื่องจากการสั่งสมคุณงามความดีในเรื่องอาหารและวัตถุดิบมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ข้าวอร่อย น้ำสะอาด ปลาสด และพ่อครัวเก่ง จึงทำให้ซูชิชองจังหวัดอิชิกาวะโดดเด่นไม่แพ้ใคร ประกอบกับการกินซูชิเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ทางจังหวัดจึงได้คัดสรร 28 ร้านซูชิจาก 5 เขตมาให้นักท่องเที่ยวได้กินกันในราคา 3,800 เยนกับ ซูชิที่น่ากินที่สุด 10 คำ โดยพ่อครัวแต่ละร้าน เจ้าหน้าที่เลือกร้านที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีนักชื่อ Aoizushi เป็นร้านขนาดกลางชั้นล่างมีที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ได้ประมาณ 12 ที่ และนั่งโต๊ะได้อีก 8 คน

ส่วนชั้นบนมีห้องใหญ่สำหรับจัดปาร์ตี้ได้หลาย 10 คน คุณโนบุฮารุพ่อครัวและเจ้าของร้านวัย 70 ปี กำลังแล่ปลาอยู่หลังเคาน์เตอร์ในขณะที่ผมเดินเข้าไปพอดี คุณทะกาโกะ ผู้เป็นภริยาเดินมารับออร์เดอร์ แน่นอนว่าเราต้องลองสั่งชุดโปรโมชั่นมาดู และเพิ่มเติมด้วยเทมปุระอีกคนละที่ ร้านนี้นอกจากจะขายซูชิแล้วก็ยังมีชุด Kaiseki บริการด้วยเพราะมีคนมาจัดเลี้ยงกันบ่อยๆ ระหว่างรออาหารผมเปิดหาข้อมูลของร้านพบว่าคุณโนบุฮารุนี่ไม่ธรรมดา ไปฝึกฝนการทำซูชิที่โอซากาตั้งแต่อายุ 17 ปี

Ishikawa น่าไปมาก 2

 

หลังจาก 3 ปีของการฝึกฝนในเมืองแห่งพ่อค้า คุณโนบุฮารุได้กลับมาที่คานะซาวะบ้านเกิดเพื่อค้นหาแนวทางเพิ่มเติม และพบว่าบ้านเกิดของตนนั้นอุดมไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศเหมาะแก่การเปิดร้านซูชิเป็นที่สุด จึงตัดสินใจเปิดร้าน Aoizushi ในปี 1972 โดยคัดเลือกวัตถุดิบที่สำคัญด้วยตัวเอง เริ่มจากข้าว Koshihikari จากฟาร์มข้าวแถบแหลมโนโตะของคุณNakai เกษตรกรผู้ซึ่งปลูกข้าวแบบดั้งเดิมโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือปุ๋ยเคมี และใช้เวลาฟูมฟักมากกว่าปกติ ข้าวจึงดึงดูดสารอาหารและน้ำได้อย่างเต็มที่ ต่อด้วยโชยุจากเมืองโอโนะที่มีประวัติการผลิตมาตั้งแต่ยุคเอโดะสืบทอดมากว่า 400 ปี อย่างที่ 3 คือเกลือจากแหลมโนโตะที่อยู่ระหว่างกระแสน้ำเย็น Chishima และกระแสน้ำอุ่น Tsushima ในทะเลญี่ปุ่น ทำให้มีรสชาตินุ่มนวลและอุดมไปด้วยแร่ธาตุ อย่างสุดท้ายคือผักคางะที่ทั้งสดและอุดมสมบูรณ์ไม่ด้อยไปกว่าผักเกียวโต

อ่านประวัติจบซูชิมาเสิร์ฟพอดี หลายคนถ้ามาเห็นคงแปลกใจเพราะไม่มีปลาเนื้อแดงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีแต่ปลาเนื้อขาวกับกุ้งปูปลาหมึก บ่อยครั้งที่ผมไปกินซูชิท้องถิ่นมักไม่เจอปลาเนื้อแดงอย่างมากุโระ หรือคัทสึโอะ เพราะไม่ใช่ปลาท้องถิ่น หากจะนับว่า Edomae Sushi คือต้นทางของซูชิยุค ใหม่เพราะใช้วัตถุดิบสดๆ จากอ่าวหน้าเมืองเอโดะในยุคนั้น พ่อครัวซูชิที่เดินในแนวทางนี้ก็ถือเอาวัตถุดิบที่จับได้ในทะเลท้องถิ่นนั้นเป็นวัตถุดิบหลัก

ซูชิชองร้าน Aoi ก็เช่นเดียวกัน มีปลาที่เราไม่รู้จักอยู่ 2-3 ตัว คุณทะกาโกะเลยเอารูปมาให้ดูประกอบความเข้าใจ กลับมาเปิดตำราก็หาไม่เจอ เพราะไม่ใช่ปลายอดนิยม นี่แหละครับเสน่ห์ของการกินซูชิท้องถิ่น ได้เจอของอร่อยที่หาไม่ได้จากร้านในเมืองใหญ่ ส่วนเครื่องจิ้มก็มีทั้งโชยุจากโอโนะและเกลือจาก โนโตะ เป็นสิบคำที่มีอรรถรสมาก ตามด้วย หัวกุ้งย่างเพื่อไม่ให้เสียของ และเทมปุระที่มีผักคางะจิ้มกับเกลืออร่อยสุดๆ มื้อแรกที่คานะซาวะก็ทำเอาประทับใจแล้วครับ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท