
เอมนันกากวาเจ้าของคำมั่น"ประชาธิปไตยเต็มขั้น"
เปิดประวัติ"เอมนันกากวา" ผู้นำคนใหม่ซิบบับเว อาจเลวร้ายกว่ามูกาเบ?
เปิดประวัติ"เอมนันกากวา" ผู้นำคนใหม่ซิบบับเว อาจเลวร้ายกว่ามูกาเบ?
24 พ.ย. 2017 กลายเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศซิมบับเว ด้วยพิธีสาบานตนของ เอ็มเมอร์สัน เอมนันกากวา อดีตรองประธานาธิบดีผู้ถูกขับไล่ ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ พร้อมกับคำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะได้พบกับระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แน่นอน
เมื่อสองวันที่แล้ว เอมนันกากวากล่าวสุนทรพจน์อย่างไม่เป็นทางการอันแสนกินใจประชาชน ความว่า ขอเป็นทาสของประชาชน เราต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต เกิดสันติภาพในประเทศ และการสร้างงาน ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนี้คือประจักษ์พยานต่อการเริ่มต้นของประชาธิปไตยเต็มขั้นครั้งใหม่ ชาวซิมบับเวที่รักชาติทุกคน จงมาร่วมกัน ช่วยกันทำงาน โดยเขาขึ้นรับตำแหน่งผู้นำเฉพาะกาลด้วยการสนับสนุนของพรรคสหภาพแห่งชาติซิมบับเวแอฟริกัน (ZANU-PF) พรรครัฐบาลปัจจุบัน ก่อนการเลือกตั้งผู้นำครั้งใหม่ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นช่วงเดือน ก.ย. 2018
เอมนันกากวาที่ซานู-พีเอฟหนุนหลัง ไม่ใช่คนอื่นไกล และเรียกได้ว่าเป็นแขนขาที่อดีตผู้นำช่วยปลูกฝังอำนาจบารมีทางการเมืองให้ไม่เหลือคราบนักสู้ไร้นามครอบครัวของเอมนันกากวาสนใจและเคลื่อนไหวทางการเมืองแม้จะเป็นแค่ชนชั้นชาวนา กระทั่งต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไป กระนั้นก็ไม่ได้หยุดยั้งเรื่องแสดงทัศนะหรือดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่ยังเรียนระดับวิทยาลัย
เอมนันกากวาเคลื่อนไหวด้านการเมืองในวงเดียวกับมูกาเบ ในสภาพล้มลุกคลุกคลานถึงขั้นติดคุก จนมาสนิทและกลายเป็นองครักษ์และคนสนิทของอดีตประธานาธิบดีเมื่อครั้งเข้าร่วมสงครามชิงเอกราชโมซัมบิกจากอาณานิคมโปรตุเกสในช่วงปี 1964 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้ 22 ปี
เมื่อประเทศได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากอังกฤษในปี 1980 เอมนันกากวาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคนแรก และครองเก้าอี้กระทรวงอื่นอีกมากมาย เช่น กระทรวงยุติธรรม ประธานสภา การคลัง การต่างประเทศ ภายใต้ร่มเงาของมูกาเบ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
เอมนันกากวาช่วยปราบฝ่ายค้านและผู้สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามอย่างราบคาบ ไล่บี้กลุ่มผิวขาวที่ยังได้ดิบได้ดีอยู่ในซิมบับเว รวมมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน จนเขาได้สมญานามว่า “ไอ้เข้” (Crocodile) ซึ่งมาจากพฤติกรรมบู๊จู่โจมฝ่ายตรงข้ามด้วยพละกำลัง และเป็นชื่อของกลุ่มพรรคพวกนักเรียนทหารที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาสมัยผลักดันเอกราชของประเทศ
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างนายรักกับนักสู้ผู้ภักดี ก็ถูกจับตาว่าไม่หวานชื่นเหมือนเดิมในช่วงปี 2005 เป็นต้นมา และเริ่มมีการเคลื่อนไหวขัดขารัฐบาลมูกาเบเรื่อยมา เช่น ความพยายามก่อรัฐประหารในปี 2007 แม้เอมนันกากวาจะได้รับตั้งแต่ให้เป็นรองประธานาธิบดีในปี 2014 ซึ่งเท่ากับเอามือจับเก้าอี้ผู้นำสูงสุดไว้แล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกปลดฟ้าผ่าในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา และเกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจอย่างดุเดือดที่เอมนันกากวาชนะไปในคราวนี้
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีกับการเปลี่ยนผ่าน นักวิเคราะห์การเมืองก็มองว่า เอมนันกากวาซึ่งอยู่เบื้องหลังการใช้ความรุนแรงในนามภาครัฐ ก็อาจใช้วิธีปกครองประเทศไม่ต่างจาก “พี่เลี้ยง” ของตัวเอง โดย รินาลโด เดอพาจ์น จากองค์กรยั้บยั้งสงคราม International Crisis Group มองว่า การจากไปของมูกาเบไม่ได้หมายความว่า ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นมากมายกว่าเดิม
ขณะที่ประชาชนคาดหวังว่า การเมืองที่คลี่คลายจะช่วยให้เศรษฐกิจการจ้างงานดีขึ้น และเป็นจุดกำเนิดของผู้นำประเทศรูปแบบใหม่ ที่พูดอะไรเข้าใจง่าย และชี้แจงได้ว่า กำลังบริหารประเทศไปในทิศทางไหน
ที่มา : M2FNews







