
ยุโรปป่วน หั่นเครดิตสเปน-แรงงานก่อม็อบ
ยุโรปยังไม่พ้นวังวนวิกฤตหนี้ สถานการณ์ส่อเค้าย่ำแย่ มูดี้ส์หั่นเครดิตสเปน ด้านไอร์แลนด์ อัดเงินเข้าแบงก์มีปัญหาก้อนโตอีก ประท้วงทั่วยุโรปนับแสนต้านมาตรการรัดเข็มขัด
ยุโรปยังไม่พ้นวังวนวิกฤตหนี้ สถานการณ์ส่อเค้าย่ำแย่ มูดี้ส์หั่นเครดิตสเปน ด้านไอร์แลนด์ อัดเงินเข้าแบงก์มีปัญหาก้อนโตอีก ประท้วงทั่วยุโรปนับแสนต้านมาตรการรัดเข็มขัด
เมื่อวันที่ 30 ก.ย. มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ของโลก ประกาศหั่นเครดิตความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของสเปนลง 1 อันดับ จากเดิมที่ Aaa ลงมาอยู่ที่ Aa1 แต่ยังคงการคาดการณ์อนาคตไว้ที่ “เสถียร”
มูดี้ส์ ระบุว่า สเปนยังคงมีปัญหากับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้า ซึ่งจะส่งผลให้ความพยายามแก้ปัญหาหนี้และการขาดดุลงบประมาณของรัฐ ตลอดจนการรักษาระดับเครดิตนั้นอาจจะต้องเจอกับอุปสรรค
การหั่นเครดิตสเปนลงในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 1 วันให้หลังจากที่แรงงานสเปนได้รวมตัวประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการของแรงงานและประชาชนครั้งสำคัญทีเดียว
ทั้งนี้ ได้เกิดกระแสวิตกกันมากขึ้นว่า สเปนอาจจะต้องเดินตามรอยกรีซที่จะต้องรับเงินช่วยเหลือจากยุโรป หลังจากที่เศรษฐกิจของสเปนนั้นยังอยู่ในสภาพอ่อนแอ ขณะที่ปริมาณการขาดดุลงบ ประมาณนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสเปนถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังมีปัญหางบประมาณขาดดุลมากที่สุดของยุโรป เช่นเดียวกับกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
เมื่อปีที่แล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสเปนนั้นอยู่ในภาวะถดถอยที่ 3.7% ส่วนอัตราการว่างงานนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วไปอยู่ที่ 20.09% แตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี และแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ชาติที่ใช้ค่าเงินยูโร
มูดี้ส์ คาดการณ์ด้วยว่า ในช่วง 23 ปีข้างหน้านั้นอัตราการเติบโตของสเปนจะอยู่ที่เฉลี่ยราว 1% ต่อปีเท่านั้น ขณะที่สำหรับชาติยุโรปอื่นๆ นั้น แม้ว่าจะดีกว่าสเปน แต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก โดยอังกฤษจะมีอัตราการเติบโตที่ 2% เยอรมนีจะอยู่ที่ระหว่าง 1.52% และฝรั่งเศสที่ประมาณ 1.5%
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค. สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ก็ตัดลดอันดับเครดิตสเปนลงมาแล้วตามลำดับ
วันเดียวกัน ทางด้าน ไบรอัน เลนิฮาน รัฐมนตรีคลังของไอร์แลนด์ อีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา เปิดเผยว่า รัฐบาลจะต้องอัดงบประมาณเพิ่มเติมอีกราว 3,000 ล้านยูโร เข้าไปยังธนาคารอัลลาย ไอริช แบงก์ เพื่อสร้างสภาพคล่อง และรัฐบาลจะเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในธนาคารแห่งนี้ด้วย
นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะต้องทุ่มเงินอีกมูลค่า 2,700 ล้านยูโร เข้าไปในธนาคารแองโกล ไอริช และธนาคาร ไอริช เนชันไวด์ สองธนาคารซึ่งถูกแปรสภาพเป็นของรัฐไปแล้วหลังจากวิกฤตการเงินที่ผ่านมา
การอัดเงินเข้าไปในธนาคารทั้งสามแห่งดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากของรัฐบาลที่จะต้องจัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐเพื่อควบคุมปริมาณการขาดดุลงบประมาณให้ได้ ซึ่งคาดว่าในปีนี้ไอร์แลนด์จะขาดดุลงบประมาณสูงถึง 30% ของจีดีพีทีเดียว
ทั้งนี้ รัฐบาลไอร์แลนด์ได้อัดเงินเข้าช่วยเหลือธนาคารแองโกล ไอริช ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปแล้วถึง 2.93 หมื่นล้านยูโร ซึ่งหากสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดปริมาณเงินที่รัฐบาลอาจจะต้องอัดเงินเข้าไปช่วยเหลือนั้นอาจจะแตะ 3.4 หมื่นล้านยูโรทีเดียว
ด้าน ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานสหภาพยุโรป ได้กล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า ไอร์แลนด์จะสามารถต่อสู้กับวิกฤตธนาคารได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป แม้ว่ามาตรการแก้ปัญหาของไอร์แลนด์อาจจะทำให้การขาดดุลงบประมาณของไอร์แลนด์จะขยายมากขึ้นก็ตาม
ขณะเดียวกัน แรงงานทั่วยุโรปได้รวมตัวประท้วงใหญ่ขึ้นนับแสนคนเพื่อต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลหลายประเทศ ที่กำลังนำมาตรการนี้มาใช้เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐ
สถานการณ์การประท้วงที่สเปนที่เริ่มต้นเป็นที่แรกนั้น ลงเอยด้วยความรุนแรงเมื่อตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุม ขณะที่รถโดยสารประจำทาง และรถให้บริการสาธารณะอื่นๆ ในกรีซ ก็หยุดให้บริการลงเมื่อพนักงานขับรถรวมตัวประท้วง เช่นเดียวกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐก็ร่วมใจกันหยุดงานเช่นกัน
ส่วนที่สำนักงานใหญ่สหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม มีผู้ประท้วงถึงราว 1 แสนคน รวมตัวประท้วงต่อต้านข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่กำลังเปิดการหารือว่าอาจจะนำมาตรการแข็งกร้าวมาใช้เพื่อกวดขันประเทศสมาชิกแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างเด็ดขาดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการประชาชนและแรงงานโดยตรง
“เรากำลังประท้วงเพื่อเด็กๆ ของเรา เพราะพวกเขาต่างไม่มีเวลา กำลังออกไปหางานทำกันอยู่” เอมิลิโอ มาร์เตลลา คุณยายวัย 62 ปี ซึ่งร่วมการประท้วงที่กรุงโรมกล่าว ซึ่งในเมืองหลวงของอิตาลีแห่งนี้มีผู้ประท้วงอยู่ราว 2,000 คน
ทั้งนี้ อิตาลีได้ใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายไม่เว้นแม้แต่ในภาคการศึกษา โดยจะไม่ต่อสัญญาว่าจ้างกับพนักงานครูชั่วคราว ซึ่งทำให้ขนาดห้องเรียนในอิตาลีมีนักเรียนเรียนกันแออัดมากขึ้น
เช่นเดียวกันกับอิตาลี หลายประเทศก็กำลังพิจารณาการขยายเวลาการเกษียณอายุราชการด้วย อย่างที่ฝรั่งเศส รัฐบาลอนุรักษนิยมกำลังผลักดันกฎหมายขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปจากเดิมที่ 65 ปี เป็น 67 ปี
ส่วนทางด้านกรีซ และสเปน ก็ใช้มาตรการลดผลตอบแทนแรงงาน ขณะที่ทั่วภูมิภาคยุโรป หลายประเทศก็ตัดลดผลประโยชน์ที่จ่ายให้กับผู้ว่างงานลง เช่นในเดนมาร์ก ได้ตัดลดระยะเวลาการจ่ายจาก 4 ปี เหลือ 2 ปี ในเยอรมนีก็ตัดลดเงินสนับสนุนสำหรับผู้ตกงานในระยะยาว และ ลดผลประโยชน์ที่จ่ายให้กับพ่อแม่มือใหม่ที่ยังไม่มีงานทำด้วย ส่วนสเปน และอังกฤษก็ลดเงินช่วยเหลือพิเศษที่ให้กับครอบครัวที่มีลูกหลายคน
ส่วนที่กรุงดับบลิน ของไอร์แลนด์นั้น ตำรวจเข้าจับกุมชายผู้ประท้วงที่ใช้รถบรรทุกซีเมนต์ขวางทางเดินเข้าสู่รัฐสภา ซึ่งรถคันดังกล่าวยังละเลงสีแดงเลือดเป็นข้อความ “แบงก์เป็นพิษ พวกนักการเมืองทั้งหมดต้องลาออก”
ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลไอร์แลนด์ต้องทุ่มเงินมหาศาลเข้าไปอุ้มธนาคารแองโกล ไอริช จากการล้มละลาย ซึ่งธนาคารแห่งนี้มีมูลค่าเงินฝากทั่วโลกอยู่ถึง 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว







